Home Article Analysis เจาะกระแส Y2K ทำไมเราถึงมองอดีตสวยงามกว่าปัจจุบันเสมอ

เจาะกระแส Y2K ทำไมเราถึงมองอดีตสวยงามกว่าปัจจุบันเสมอ

เสื้อครอปตัวเล็กสีสันสดใส กางเกงเอวต่ำ เพลย์ลิสต์ที่เต็มไปด้วยเพลงของศิลปินอย่าง Madonna, Mariah Carey หรือ Elton John ขนมที่ตอนนี้เราเรียกว่าขนมโบราณ หรือซีรีส์ดังอย่าง Friends และ Gossip Girls กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อเราพูดกันถึงยุค ‘Y2K’ ที่กลายเป็นเทรนด์อยู่บนโซเชียลมีเดีย

เวลาพูดถึง Y2K ในปัจจุบัน มักจะถูกหมายถึงช่วง 1990-1999 (อันที่จริงๆ ก็อาจจะเหมารวมช่วง 2000 ต้นๆ ไปด้วย)ที่พอมองย้อนหลับไปจะพบว่ายุค Y2K เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยแฟชัน เพลง ไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและพัฒนาเทคโนโลยีจนกลายเป็นยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

แล้วทำไมเทรนด์การระลึกถึงความหลังถึงได้รับการพูดถึงขึ้นมาอีกครั้ง และคนจำนวนมากที่โหยหาอดีตยุค Y2K เป็นคน Gen Z ที่เกิดไม่ทันยุคนั้นด้วยซ้ำ 

รู้จัก Y2K

Y2K ย่อมาจากคำว่า Year 2 Kilo โดยคำว่า Kilo ในภาษาละตินหมายถึง 100 ดังนี้ Y2K จึงหมายถึงปี 2000

จริง ๆ Y2K เป็นกระแสในช่วงครึ่งหลังของช่วงปี 1990 ที่กำลังจะเข้าสู่ปี 2000 จนเกิดความหวั่นกลัวกันว่าการนับปีในระบบคอมพิวเตอร์ที่มักใช้เลข 2 หลักด้านหลัง เมื่อเข้าสู่ปี 2000 ระบบจะคิดว่ากลับไปเป็นปี 1900 จนทำให้ระบบสำคัญต่างๆ ล่ม 

คำว่า Y2K ต่อมาจึงใช้อ้างอิงถึงช่วงเวลาในปี 1990-1999 และสภาพสังคมในช่วงนั้น

ทำไมเราถึงโหยหาอดีตยุค Y2K ?

เราจะเห็นว่าบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย หากมีใครพูดถึงเรื่องราวในอดีตไม่ว่าจะเป็นแฟชัน สิ่งของ หรือวิถีชีวิตในสมัยนั้นก็จะมีคนเข้าร่วมพูดคุยกันเป็นจำนวนมาก 

การพูดถึงเรื่องราวในอดีตจะย้อนกลับมาหาเราอยู่เป็นระยะ ๆ แม้ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไปหรือเปลี่ยนคำที่ใช้เรียก อย่างเมื่อหลายปีก่อน หลายคนจะภูมิใจกับการเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เด็ก 90s’ ก่อนที่เทรนด์นี้จะดังขึ้นมาอีกครั้งในช่วงนี้แต่เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ‘Y2K’ แทน

ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลายคนเผชิญกับภาวะเครียดและวิตกกังวลเพราะโรคระบาดและความไม่แน่นอนของอนาคต บวกกับการกักตัวออกจากผู้คนยิ่งทำให้เราพยายามหาสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้ากับคนอื่น ๆ การโหยหาถึงอดีตที่เรา ‘คิด’ ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีแต่สิ่งที่ดี ๆ เกิดขึ้นจึงเป็นหนทางหลบหนีจากโลกความเป็นจริงเพื่อระลึกถึงประสบการณ์ที่เคยมีร่วมกันและมีความหวังว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ความทรงจำเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องมโน ?

การนึกถึงอดีตทำให้เรามีความสุขและมีความหวัง เพราะอดีตที่เรานึกถึงไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่เป็นการที่เราเลือกเอาแต่เหตุการณ์ดี ๆ มาปะติดปะต่อกัน โดยผ่านการกรองเอาอารมณ์ด้านลบและเหตุการณ์ที่เลวร้ายออก

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะนึกถึงแต่เรื่องที่ทำให้มีความสุขและหลงลืมความทุกข์และความยากลำบากของชีวิตในยุคนั้น อย่างที่เรามักจะนึกถึงเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์วินเทจของยุค Y2K และคิดถึงกลิ่นอายของความเป็นยุคนั้น โดยที่หลงลืมความยากลำบากไปว่าก่อนที่เราจะมีอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน การติดต่อสื่อสารหรือแม้แต่การค้นหาข้อมูลเป็นไปได้ยากขนาดไหน หรือลืมคิดไปว่าในยุค Y2K การเดินทางยังไม่สะดวกเหมือนในสมัยนี้

ที่เราหลงลืมความลำบากในอดีต ก็เป็นเพราะว่าเมื่อเรานึกถึงอดีต สิ่งที่เรานึกถึงไม่ใช่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างแท้จริง แต่เป็นการนึกถึงความรู้สึกมีความสุขที่เรารู้สึกในช่วงเวลานั้น ๆ 

การศึกษาที่มีชื่อว่า “Nostalgia: A Neuropsychiatric Understanding” ของ Alan R. Hirsh เผยว่า การคิดถึงอดีตคือการโหยหาอดีตในอุดมคติ โดยการนำความทรงจำหลาย ๆ เหตุการณ์มารวมกันโดยกรองอารมณ์ด้านลบออกไปหมดแล้ว 

ฉากสำคัญจากซีรีส์ Friends ที่เริ่มฉายเป็นครั้งแรกในปี 1994

อย่างไรก็ตาม Daniel Schacter ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของ Harvard University กล่าวว่าเราไม่ได้ตั้งใจบิดเบือนความทรงจำด้วยตัวเอง แต่เป็นที่กระบวนการเรียกคืนความจำที่มีแนวโน้มที่จะปะติดปะต่อและสร้างความทรงจำขึ้นมาให้ใหม่ที่เต็มไปด้วยอคติ 

นักวิจัยสังเกตว่าความทรงจำที่มีอารมณ์ด้านลบเข้ามาเกี่ยวข้องจะหายไปอย่างรวดเร็วว่าความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้านบวกโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกไม่พึงพอใจและไม่มีความสุขกับปัจจุบัน 

Anne Wilson ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของ Wilfrid Laurier University เผยว่า ถ้าเราคิดว่าชีวิตในอดีตดีกว่าปัจจุบัน เราจะใช้การนึกถึงเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อยืนยันว่าเราคิดถูก สิ่งนี้เรียกว่า “Mood Repair” ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้ เรายังปรับเปลี่ยนและควบคุมความทรงจำเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองและสร้างความรู้สึกดีต่อตัวเองอย่างที่หลายคนภูมิใจกับการเป็น ‘เด็กยุค 90s’

ดังนั้น ความทรงจำไม่ใช่เรื่องที่เรามโนขึ้นมาเองทั้งหมดแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงผสมกับอคติของตัวเราเองจนเกิดเป็นภาพในอุดมคติ

การโหยหาอดีตทำให้หลงลืมปัจจุบันหรือไม่ ?

เราอาจะเคยได้ยินคำแนะนำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปยิดตึดกับอดีต แล้วการโหยหาอดีตทำให้เราเสียเวลาในปัจจุบันไปหรือไม่

การนึกถึงอดีตไม่ได้ส่งผลให้เกิดผลเสียหากเราเข้าใจว่าความทรงจำทำงานอย่างไรและพยายามเรียนรู้จากอดีตและใช้ชีวิตกับปัจจุบัน 

Ethan Kross นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการของ University of Michigan Emotion and Self-Control Laboratory เรียกสิ่งนี้ว่า “Self-Distancing” หมายถึง การถอยหลังกลับไปมองตัวเองจากระยะไกลแทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาในปัจจุบัน การย้อนไปมองอดีตจะทำให้เข้าใจประสบการณ์ที่ตัวเองกำลังประสบพบเจออยู่ ช่วยลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ช่วยในการตัดสินใจและควบคุมอารมณ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม สมดุลระหว่างการโหยหาอดีตและการเห็นคุณค่ากับสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ เพราะการตั้งใจใช้ชีวิตในปัจจุบันจะช่วยสร้างความทรงจำที่ดีในอนาคตเช่นเดียวกับที่เราชอบมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วรู้สึกมีความสุข

กลไกการทำงานของความทรงจำเหมือนออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถหลีกหนีจากความเป็นจริง การนึกถึงอดีตจึงทำให้เรานึกถึงแต่เรื่องดี ๆ แม้ว่าชีวิตในปัจจุบันจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเรามีความสุขที่พูดถึงโทรศัพท์มือถือปุ่มกด หูฟังมีสาย ขนมโบราณ และสนุกทุกครั้งที่พูดถึงซีรีส์และละครเก่า ๆ อย่าง Friends หรือ Gossip Girls แต่หากให้เราย้อนกลับไปใช้ชีวิตในยุค Y2K จริง ๆ เราอาจจะรู้สึกว่าชีวิตในปี 2023 นี้มีความสุขมากกว่านั้นหลายเท่าก็ได้

อ้างอิง – U-Insight, NYT 1, NYT 2, Elite Daily, Investopedia

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา