ภาพของ ‘พีช-พชร จิราธิวัฒน์’ อาจทำให้หลายคนคิดว่า ธุรกิจในมือของเขาเติบโตมาจากต้นทุนที่ได้เปรียบอย่าง ‘เครือเซ็นทรัล’

ทว่าในความเป็นจริง ธุรกิจทั้งหมดภายใต้ ‘Rocks Group’ ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่ หรือการพึ่งพาเครือข่ายขององค์กรครอบครัว แต่เริ่มจากเงินเก็บของตัวเอง ตั้งแต่รายได้จากภาพยนตร์ ‘ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ’ ไปจนถึงการค่อยๆ กู้เงินธนาคาร เพื่อขยายธุรกิจทีละก้าว
แล้ว ‘Rocks Group’ เติบโตมาอย่างไร และอะไรคือแนวคิดของ ‘พีช’ ที่ทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตท่ามกลางสนามแข่งที่ดุเดือดขนาดนี้ Brand Inside สรุปการพูดคุยกับ ‘พีช’ แบบเอ็กคลูซีฟไว้ที่นี่
ธุรกิจทั้งหมดในเครือของ ‘พีช-พชร’
มองเผินๆ แต่ละแบรนด์ของ Rocks Group อาจดูเหมือนอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง แต่ละแบรนด์กลับอยู่ในคนละสนาม
เริ่มจาก ‘Potato Corner’ แบรนด์หลักที่วางตัวในตลาดแมส เน้นเข้าถึงง่าย ราคาไม่สูง และสร้างฐานลูกค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว ทำให้สามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีแรงกดดัน
ด้วยจำนานสาขาที่มากถึง 140 แห่งในไทย การเติบโตของ Potato Corner จึงไม่ได้วัดกันแค่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘พื้นที่ที่ใช่’ เนื่องจากแบรนด์ขยายแทบครบทุกห้างแล้ว
‘พีช’ บอกกับ Brand Inside ว่า ตอนนี้กำลังมองหาพื้นที่ใหม่โดยเล็ง ‘มหาวิทยาลัย’ และ ‘ปั๊มน้ำมัน’ เพื่อเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ และปลดล็อกการเติบโตของแบรนด์
ถัดมาคือ ‘Uno Coffee’ ธุรกิจกาแฟที่เปิดมาได้เกือบ 1 ปี และเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีประมาณ 14 สาขาในกรุงเทพมหานคร และยังคงขยายอย่างต่อเนื่อง
แม้จะอยู่ในตลาดที่แข่งขันสูง แต่ ‘พีช’ เลือกเข้าไปแก้ pain point ที่ชัดเจนของคนทำงาน นั่นคือ “กาแฟที่กินทุกวัน แต่ไม่อยากจ่ายแพงเกินไป” จึงพยายามสร้างบาลานซ์ระหว่างคุณภาพและราคา เพื่อให้กลายเป็นตัวเลือกในชีวิตประจำวัน
ในอีกฝั่ง ‘ข้าวโซอิ’ ถูกวางให้ต่างออกไปอย่างชัดเจน ในฐานะร้านอาหารแบบเต็มรูปแบบ ที่ไม่ได้แข่งขันเรื่องความเร็วหรือราคา แต่เน้นประสบการณ์การรับประทานอาหาร เป็นการขยับจาก quick service ไปสู่ full dining
ขณะที่ ‘MAW’ เป็นการทดลองสนามใหม่ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม ทั้งในแง่ระบบการขาย และช่องทางจัดจำหน่าย แต่ยังคงใช้แนวคิดเดิมคือ เข้าไปเติม “ช่องว่าง” ระหว่างขนมในประเทศที่จำเจ กับขนมนำเข้าที่มีราคาสูง
‘พีช’ เล่าว่า MAW เริ่มต้นมาจากความอยากทำ “ขนมที่ตัวเองอยากกิน” บวกกับประสบการณ์การทำธุรกิจที่ผ่านมา จนเริ่มเห็นภาพของการทำสินค้าในระบบค้าปลีก และตัดสินใจพัฒนาแบรนด์นี้อย่างจริงจังในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยพยายามสร้างความซับซ้อนของรสชาติในราคาที่เข้าถึงได้
แม้แต่ละแบรนด์จะมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกธุรกิจเริ่มจากคำถามที่ง่ายๆ ว่า “มีปัญหาอะไรที่ยังไม่มีใครแก้” และลงมือสร้างคำตอบในแบบของ ‘พีช’ เอง
ทำธุรกิจจากปัญหาที่ตัวเองเจอ
แกนสำคัญของการทำธุรกิจในมุมของ ‘พีช’ คือ การเลือกเล่นใน ‘ช่องว่าง’ ของตลาด มากกว่าการแข่งขันตรงกับผู้เล่นรายใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า เขาไม่ได้มีเงินทุนขนาดใหญ่พอจะไปแข่งขันกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่ ทำให้ต้องเลือกสนามที่เหมาะสมกับศักยภาพของตัวเอง
ธุรกิจทั้งหมดจึงเติบโตในลักษณะคล้ายสตาร์ทอัป เริ่มจากเงินเก็บจากการทำงานในวงการบันเทิง อย่างเช่นรายได้จากภาพยนตร์ ‘ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ’ และการกู้ธนาคารด้วยตัวเอง โดยย้ำว่าการลงทุนของเขาไม่ได้ใช้เงินทุนจาก ‘เครือเซ็นทรัล’ เลย
“สุดท้ายต่อให้เรามาพูดกันว่า ก็เป็นพชร จิราธิวัฒน์ แต่ผมไม่ใช่เซ็นทรัลไง ผมไม่ได้สามารถที่จะเอาเงินเซ็นทรัลมาขยายธุรกิจได้ เพราะฉะนั้น เราเลยต้องสู้ในวิธีของเรา”
ส่วนแนวคิดการดีไซน์สินค้า ‘พีช’ เล่าว่า ทุกแบรนด์มักเริ่มจากปัญหาที่พบด้วยตัวเอง เช่น ราคากาแฟที่แพง หรือความจำเจของขนมในตลาด ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าแต่ละตัวขึ้นมา
นอกจากนี้ อีกแนวคิดสำคัญคือ การทำให้ “หนึ่งบาทมีค่ามากที่สุด” โดยไม่ยึดติดกับการเป็นของถูกหรือของแพง แต่พยายามบาลานซ์ระหว่าง ‘คุณภาพ’ และ ‘ราคา’ ที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ามากที่สุด
ขณะเดียวกันการเข้าสู่ตลาดใหม่แต่ละครั้ง ต้องพร้อม “เริ่มเรียนรู้ใหม่” อยู่เสมอ แม้จะมีประสบการณ์จากธุรกิจเดิม แต่บริบทของแต่ละตลาดแตกต่างกัน โดยเฉพาะ FMCG ที่มีความซับซ้อนเชิงระบบมากกว่าธุรกิจร้านอาหาร
การทำธุรกิจยุคนี้ ต้องไม่หุนหันพลันแล่น
เส้นทางธุรกิจที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ ‘พีช’ ได้เรียนรู้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการบริหารคนและการสื่อสาร
เมื่อถามถึงบทเรียนสำคัญ ‘พีช’ ตอบทันทีว่า คือการไม่ตัดสินใจแบบ “หุนหันพลันแล่น” และต้องระวังวิธีการสื่อสารกับทีมและพาร์ทเนอร์ เพราะสิ่งที่เคยทำได้ในช่วงเริ่มต้น อาจไม่เหมาะสมเมื่อองค์กรเติบโตขึ้น
นอกจากนี้ เขายังเรียนรู้ที่จะรับมือกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะ MAW ที่ต้องเลื่อนเปิดตัวเพราะคุณภาพยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาต้องการ และปัญหาด้านการผลิตที่ทำให้จังหวะเวลาไม่เป็นไปตามแผน
ท้ายที่สุด สิ่งที่ ‘พีช’ คาดหวังจากการทำแบรนด์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดขาย แต่คือการเป็นแบรนด์ที่มีคนรักและเห็นคุณค่า เพราะในมุมของคนทำแบรนด์ นั่นอาจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังอยากพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นต่อไป
- Potato Corner ขยายเต็มเกือบทุกห้างแล้ว ‘พีช-พชร’ เล็งเปิดในมหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมัน
- MAW แบรนด์ใหม่ของ ‘พีช พชร’ ขายขนมถุง ‘ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมี่ยม’ ราคาเริ่มต้น 69 บาท ตั้งเป้า 70 ล้านตั้งแต่ปีแรก
- UNO Coffee เปิดมาได้ 1 ปี ขายได้วันละ 800 แก้วต่อสาขา แผนตอนนี้คือ เปิด ‘สาขาใหม่’ ทุกเดือน
ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ ‘พีช-พชร จิราธิวัฒน์‘
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา