ทำความเข้าใจใหม่! สินค้าจาก Amazon ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากจีน

ปกติเวลาเราซื้อของออนไลน์ส่วนใหญ่ เราก็มักจะคิดว่าสินค้านั้นๆ ส่วนใหญ่บินตรงมาจากจีน แต่เอาเข้าจริงแล้ว Marketplace Pulse เขาได้ทำการศึกษาข้อมูลใหม่ ก็พบว่า บริษัทที่ผลิตสินค้าขายใน Amazon ส่วนใหญ่ จากอันดับ Top กว่า 10,000 รายนั้น จริงๆ แล้ว สินค้ามาจากสหรัฐฯ มากถึง 47% ขณะที่สินค้ามาจากจีนนั้นอยู่ที่ 38% และจากที่อื่นอีก 15%

จากนั้น เขาก็พบว่าชาวจีนที่ขายสินค้าใน Amazon นั้น ส่วนใหญ่ใช้บริการ Fulfillment by Amazon (FBA) ซึ่งเป็นบริการที่ทำให้ผู้ขายมีความคล่องตัวมากขึ้นเพราะ Amazon จะเป็นทุกอย่างให้ผู้ขายเลย ไม่ว่าจะเป็นสโตร์หรือคลังเก็บสินค้าให้ สามารถแพ็คสินค้าให้ด้วย และยังช่วยส่งสินค้าให้อีก 

นอกจากนี้ยังให้สิทธิสมาชิกชาวจีนใช้บริการ two-day Prime shipping คือสามารถส่งสินค้าให้ได้ภายใน 2 วัน แบบเดียวกับลูกค้าที่เป็นชาวอเมริกันเลย 

ภาพจาก Shutterstock

แค่นั้นยังไม่พอ สมาชิกที่เป็นชาวจีนที่อยู่ใน UPU หรือ Universal Postal Union ยังได้รับสิทธิส่งสินค้าให้ลูกค้าในราคาที่ถูกกว่าปกติอีกด้วย แม้ว่าผู้ขายชาวจีนจะไม่เลือกใช้บริการ Amazon’s fulfillment ก็ยังมีช่องทางพิเศษอื่นๆ ที่ถือเป็นการให้บริการส่งของระดับเฟิร์สคลาสที่รู้จักกันดีในชื่อ “ePacket” ที่สามารถส่งสินค้าได้ในราคาที่ไม่แพง

ทั้งนี้ ผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตชาวจีนต่างก็เห็นตรงกันว่า Amazon เป็นแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับขาช็อปที่เป็นชาวอเมริกันและชาวยุโรป โดยสัดส่วนผู้ขายชาวจีนเพิ่มจาก 24% ในปี 2016 เป็น 38% ในเดือนตุลาคม ปี 2019

กราฟข้างล่างนี้จะบอกให้รู้ว่าสัดส่วนที่จีนขายได้ในต่างประเทศ ที่ไหนมีสัดส่วนมากที่สุด

ดูจากกราฟข้างบนเราจะเห็นว่า e-commerce จีนยังคงครองตลาดโลกค่อนข้างมาก จากสัดส่วนนี้ที่ MarketPlace Pulse ศึกษาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า จีนครองตลาดสเปนมากสุดถึง 52% ตามด้วยฝรั่งเศส 47% อิตาลี 45% อเมริกา 38% สหราชอาณาจักร 34% และเยอรมนี 28%

อย่างไรก็ดี รัฐบาลทรัมป์เคยขู่จะยุติการสนับสนุนให้จีนส่งสินค้าในสหรัฐฯ ได้ในราคาถูก แต่สุดท้ายก็ได้ทำความตกลงกันว่าจะให้เรตค่าขนส่งสินค้าของจีนเป็นเรตเดียวกับการขนส่งไปรษณีย์ภายในประเทศ ซึ่งในที่สุดแล้ว ก็มีกำหนดการออกมาว่าจะให้จีนออกจาก UPU ภายใน 17 ตุลาคมนี้ ที่อาจส่งผลให้จีนไม่สามารถส่งสินค้าขายในสหรัฐฯ ในราคาที่ถูกมากๆ ได้อีกต่อไป และในที่สุดลูกค้าหรือผู้บริโภคทั้งหลายก็จะต้องจ่ายค่าสินค้าแพงขึ้น

ที่มา – QuartzMarketplace Pulse

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา