Mazda อาจปรับลดผลกำไรปีนี้ลง 30% เพราะรถยนต์เกือบทุกรุ่นมียอดขายหดตัวในหลายประเทศ

ช่วงนี้ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายเจอปัญหายอดขายหดตัว หนึ่งในนั้นคือ Mazda ที่เตรียมปรับผลกำไรคาดการณ์ลดลง 30% ในปีปฏิทินนี้ ถือเป็นผลกำไรที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี โดยเหตุผลหลักมาจากกยอดขายในหลายประเทศไม่เติบโต

Mazda 3
Mazda 3

เทคโนโลยีใหม่ทำ Mazda วิกฤติ

เมื่อต้นปีปฏิทินล่าสุด (เริ่มเดือนเม.ย. 2562-มี.ค. 2563) ทาง Mazda ได้คาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานไว้ที่ 1.10 แสนนล้านเยน (ราว 30,000 ล้านบาท) มากกว่าปีปฏิทินก่อนที่ทำได้ 82,300 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เพราะก่อนหน้านี้ยอดขายรถยนต์ของ Mazda นั้นทำได้ค่อนข้างดีมาตลอด

แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 3 ของปีปฏิทินล่าสุด มีข่าวออกมาว่า Mazda กลับตัดสินใจปรับคาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานลง 30% จากตัวเลขดังกล่าว เหลือราว 60,000 ล้านเยน (ราว 16,000 ล้านบาท) เรียกว่าต่ำที่สุดในรอบ 7 ปีงบประมาณ แถมยังน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึงเกือบครึ่งหนึ่ง

เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะยอดขายรถยนต์ของ Mazda ในประเทศหลักๆ เช่นสหรัฐอเมริกา และจีนนั้นหดตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Mazda 3 หรือ CX-5 ก็ไม่สามารถทำผลงานได้ดีเหมือนปี 2561 ที่ทำยอดขายรวมทั้งหมดได้กว่า 1.6 ล้านคันทั่วโลก

อย่างไรก็ตามการเผชิญวิกฤติผลกำไรลดลงไม่ใช่แค่ Mazda ที่เจอ เพราะค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นก็เจอปัญหายอดขายที่ลดลง ผ่านสงครามการค้า รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีไร้คนขับ ที่สำคัญตัวบริการร่วมเดินทางที่ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนบุคคลอีกต่อไปเช่นกัน

สรุป

เรียกว่าเป็นข่าวร้ายรับการทำตลาด Mazda 3 ใหม่ในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ Mazda มาแรงจริงๆ ด้วยเครื่องยนต์เทคโนโลยีใหม่ที่ประหยัดน้ำมัน แต่ให้ประสิทธิภาพสูง แต่ด้วยตัวแบรนด์นั้นยังไม่หลุดออกมาจากการพัฒนาเครื่องดีเซล รวมถึงเพิ่งเริ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าจริงจัง ทำให้ Mazda ต้องเร่งเครื่องเรื่องนี้กว่าเดิมแน่นอน

อ้างอิง // Reuters

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา