[เริ่มต้นลงทุน] อยากซื้อหุ้นโรงพยาบาลต้องเลือกแบบไหน ช่วงนี้สถานการณ์ตลาดเป็นอย่างไร?

ไม่ว่าช่วงชีวิตไหน คนก็ต้องไปหาหมอกันทั้งนั้น ยิ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายเป็น Medical Hub ของอาเซียน และยังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำไมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะไม่เติบโต? 

ภาพจาก Shutterstock

วิธีเลือกหุ้นโรงพยาบาลและสถานการณ์ Health Care ในไทย

ปิยะฉัตร รัตนสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (บล.กสิกรไทย) บอกว่า เมื่อสนใจลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลต้องดูเรื่องพื้นฐานเหมือนหุ้นทั่วไป ได้แก่ การเติบโตของรายได้ การเติบโตของกำไร และอัตรากำไรต่อหุ้น 

ทั้งนี้หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอัตราเงินปันผลเฉลี่ยไม่เกิน 2% ถือว่าไม่สูงมาก แต่หุ้นกลุ่มนี้เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว เพราะเทรนด์การรักษาพยาบาลและ Health Care ยังขยายตัวได้ในอนาคต จากการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาโรค และบริการใหม่ๆ เช่น การตรวจสุขภาพ ศูนย์บริการผู้สูงอายุ หรือศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง ฯลฯ ทำให้อัตราการเติบโตของกลุ่มโรงพยาบาลและ Health Care จะโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเติบโตกว่า GDP ของประเทศไทย 

“ก่อนหน้านี้เรามองว่า โรงพยาบาลแบบเดี่ยวที่ไม่มีเครือข่ายสาขาน่าสนใจ เพราะสามารถควบคุมต้นทุน รายจ่ายต่างๆ ได้ดีกว่าโรงพยาบาลเครือข่าย สามารถโฟกัสการรักษาโรคซับซ้อนได้ดี รวมถึงบริหารโครงสร้างคนไข้ได้ดีด้วย แต่ตอนนี้เรามองว่าโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายที่ลงทุนขยายโรงพยาบาลไปมาก ทำให้ช่วงนี้เข้าใกล้จุดคุ้มทุนแล้ว และเกิด economy of scale (ประหยัดระดับขนาด เช่น คนไข้เยอะต้นทุนเฉลี่ยต่อรายก็ต่ำลง) ดังนั้นโรงพยาบาลเครือข่ายตอนนี้ถือว่าน่าสนใจ”

ภาพจาก shutterstock

สถานการณ์ธุรกิจโรงพยาบาล และหุ้นรพ. ที่น่าลงทุน

ที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับฐาน หลังจากมีข่าวว่าภาครัฐโดย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จะจัดค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าควบคุม (กระทรวงพาณิชย์จะดูแลเรื่องราคา) ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เคยขึ้นไปสูง ปัจจุบันราคาหุ้นปรับลดลง

บล.กสิกรไทยมองว่า การตั้งราคากลางสำหรับค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เป็นเรื่องยากเพราะแต่ละรายการทั้งยา ค่าบริการ ค่าประสบการณ์แพทย์มีรายละเอียด และความแตกต่างมาก ดังนั้นคาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะออกเป็นราคาแนะนำ (ราคากลาง) ซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงพยาบาลมากนัก

อย่างไรก็ตามไตรมาส 1 ปี 2019 คาดว่ารายได้กลุ่มโรงพยาบาลจะอยู่ที่ 31,300 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะปริมาณคนไข้เพิ่มขึ้นจากโรคไข้หวัด และไข้เลือดออก ขณะที่ไตรมาส 2 ของทุกปีถือเป็นช่วง Low Season ของโรงพยาบาลรายได้จะน้อยกว่าไตรมาส 1 อีกทั้ง 7 โรงพยาบาลที่ทางบล.กสิกรไทยวิเคราะห์ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากกฎหมายเพิ่มผลประโยชน์ให้พนักงานหลังเกษียณที่เริ่มใช้ในเดือนพ.ค. 2019 นี้ แต่ไตรมาส 3 ที่เป็นช่วง High Season ของธุรกิจจะกลับมามีรายได้เพิ่มขึ้นและมากที่สุดในรอบปี

ทั้งปี 2019 บล.กสิกรไทยคาดว่าธุรกิจโรงพยาบาล (7 แห่ง ได้แก่ BCH, BDMS, BH, CHG, PR9, RJH, THG) รายได้จะเติบโตขึ้น 7.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเพราะได้รับผลดีจากคนไข้ทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติเติบโต 5-9% อีกทั้งรายได้จากคนไข้กลุ่มประกันสังคมที่ฟื้นตัวขึ้นจะเติบโต 2-7% ส่วนกำไรจากธุรกิจหลักปี 2019 จะเติบโต 5.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมองว่าปี 2020 รายได้กลุ่มโรงพยาบาลจะเติบโต 7.7% 

หุ้นโรงพยาบาลที่น่าสนใจ 4 แห่ง ได้แก่

  • BCH    – บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) มีโรงพยาบาลในเครือ เช่น รพ.เกษมราษฎร์, รพ.เวิลด์เมดิคอล, รพ.การุญเวช 
  • BDMS  – บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) มีโรงพยาบาลในเครือ เช่น รพ.กรุงเทพ, รพ.สมิติเวช, รพ.พญาไท ฯลฯ 
  • RJH     – โรงพยาบาลราชธานี
  • PR9     – โรงพยาบาลพระรามเก้า

สรุป

ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นสักตัว ควรคิดและหาข้อมูลเหมือนเราจะลงทุนในบริษัทสักแห่งเพื่อเป็นเจ้าของบริษัท ดูตั้งแต่ตัวบริษัทน่าสนใจไหม โครงสร้างภายในเป็นอย่างไร งบดุล กำไรสุทธิโตต่อเนื่องหรือไม่ ตลาดธุรกิจนี้เป็นอย่างไร ฯลฯ แม้จะมีคนไกด์ไลน์ให้แต่สุดท้ายเราต้องดูรายละเอียดหุ้น ความพร้อมตนเองและช่วงเวลาที่จะเข้าซื้ออยู่ดี

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา