Fortune จัดอันดับ Future 50 บริษัทที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต

ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจโลก คงคุ้นเคยกันดีกับอันดับ Fortune 500 ที่นิตยสาร Fortune ของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดตามรายได้ 500 รายแรก เป็นประจำทุกปี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 Fortune ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา Boston Consulting Group (BCG) เปิดตัวดัชนีอันใหม่ “Future 50” จัดอันดับ 50 บริษัทที่มีศักยภาพเติบโตต่อไปในอนาคตสูงที่สุด

Future 50 จัดอันดับบริษัทในอนาคต ใช้ AI ช่วยอ่านเอกสาร

Fortune บอกว่าอันดับ Future 50 เป็นการประเมินหาบริษัทที่ “แข็งแกร่งและจะอยู่รอดต่อไปได้” (vital companies) สามารถปรับตัวรับมือความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ที่ทุกวันนี้เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง บริษัทตามนิยามของ Future 50 จะต้องมีอัตราการเติบโตที่สูงและมีรายได้ที่ยั่งยืนควบคู่กันไป

ทีมนักวิจัยของ BCG ใช้เวลาค้นคว้าและวิจัยเพื่อจัดอันดับ Future 50 ถึงสองปี (ยังจำกัดเฉพาะบริษัทในสหรัฐ) โดยประเมินจากปัจจัยหลัก 2 ข้อคือ ศักยภาพในการเติบโตของบริษัทนั้น (market growth potential) เป็นสัดส่วน 50% ของคะแนน และขีดความสามารถของบริษัทในการเติบโตได้ตามศักยภาพที่เป็นไปได้ (actual capacity to deliver that growth) อีก 50% ซึ่งแบ่งย่อยเป็นอีก 4 ด้านคือ ยุทธศาสตร์, เทคโนโลยี-การลงทุน, บุคลากร, โครงสร้างของบริษัท

สิ่งที่น่าสนใจคือ BCG ไม่ได้ใช้ข้อมูลทางการเงินเพียงอย่างเดียวในการจัดอันดับ Future 50 แต่ยังนำข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข (nonfinancial data) เช่น เอกสารรายงานประจำปี แผนยุทธศาสตร์ของบริษัท เข้ามาประกอบการให้คะแนนด้วย อีกทั้งใช้อัลกอริทึมประมวลผลภาษาธรรมชาติ (natural language processing – NLP) มาช่วยอ่านรายงานทางการเงิน และรายงานประจำปีของบริษัท 2,300 รายในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ จำนวนรวมเกือบ 3 แสนฉบับ เพื่อวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และมุมมองของแต่ละบริษัทเพื่อนำมาให้คะแนน

ภาพจาก Salesforce Facebook

Future 50 กลุ่มบริษัทใหญ่ แชมป์คือ Salesforce

อันดับบริษัท Future 50 แยกออกเป็นสองส่วน ตามมูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (market value) โดยกลุ่มแรกคือบริษัทขนาดใหญ่ (“Leaders”) ที่มีมูลค่าเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ และกลุ่มที่สองคือบริษัทที่มีขนาดรองลงมา (“Challengers”) มีมูลค่าบริษัทน้อยกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์

แชมป์ของ Future 50 กลุ่ม “Leaders” คือ Salesforce เจ้าของซอฟต์แวร์ด้านงานขายและ CRM ชื่อดัง ผู้บุกเบิกซอฟต์แวร์แบบเช่าใช้งานออนไลน์ (subscription) ตั้งแต่ยุคที่ยังขายซอฟต์แวร์ตามไลเซนส์แบบดั้งเดิม โดยได้คะแนนนำมาอันดับหนึ่งทั้งในหมวดยุทธศาสตร์, เทคโนโลยี-การลงทุน

อันดับสองเป็นของ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง และตามด้วยบริษัทที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Facebook กับ Netflix โดย Tesla ได้คะแนนสูงสุดในหมวดโครงสร้างบริษัทและศักยภาพในการเติบโต และ Facebook ได้คะแนนสูงสุดในหมวดบุคลากร

สิ่งที่น่าสนใจ (แต่ไม่เกินคาดเท่าไรนัก) คือบริษัทด้านไอทีติดอยู่ในกลุ่ม Future 50 กันมากมาย เช่น VMware, Intuit, บริษัทเกม Activision Blizzard และ Electronic Arts, Adobe, Alphabet, Amazon, NVIDIA รวมถึง Priceline Group (บริษัทแม่ของ Agoda) รวมทั้งหมด 13 บริษัท แต่กลับไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, IBM

ส่วนบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แก่ บริษัทด้านสินค้า-บริการสำหรับผู้บริโภค (consumer discretionary) 6 ราย (Tesla, Netflix, Amazon อยู่ในกลุ่มนี้), บริษัทด้านสุขภาพ 4 ราย, บริษัทการเงิน 1 ราย (Visa/Mastercard นับรวมอยู่ในไอที), สินค้าอุปโภคบริโภค 1 ราย

  1. Salesforce
  2. Tesla
  3. Facebook
  4. Netflix
  5. Intuitive Surgical
  6. VMware
  7. Edwards Lifesciences
  8. Intuit
  9. Activision Blizzard
  10. Regeneron Pharmaceuticals
  11. Priceline Group
  12. Alphabet
  13. Amazon.com
  14. Mastercard
  15. Adobe Systems
  16. NVIDIA
  17. Cognizant Technology Solutions
  18. Intercontinental Exchange
  19. Sirius XM Holdings
  20. Monster Beverage
  21. Visa
  22. Micron Technology
  23. Electronic Arts
  24. Celgene
  25. Charter Communications
ภาพ Veeva Systems เข้าตลาดหุ้นในปี 2013 (จาก Veeva Facebook)

Future 50 กลุ่มบริษัทขนาดรอง แชมป์คือ Veeva Systems

ชื่อบริษัทอาจไม่คุ้นหูเท่าไรนัก แต่  ­Veeva Systems เป็นบริษัทซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจด้านยาและสุขภาพ มีลูกค้าเป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Abbott, Merck, Pfizer บริษัทมีรายได้ 617 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีพนักงาน 1,800 คน

บริษัทอื่นๆ ในกลุ่มขนาดรองก็ล้วนแต่เป็บริษัทสายไอทีเกือบทั้งหมด เช่น Workday บริษัทซอฟต์แวร์ด้าน ERP, บริษัทส่งอาหาร Grubhub, บริษัทความปลอดภัย FireEye, เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ Zillow, เว็บไซต์รีวิวร้านอาหาร Yelp, ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล Tableau, เว็บไซต์ซื้อขายภาพถ่าย Shutterstock, บริษัทอุปกรณ์เครือข่าย Arista และ Palo Alto Network, โซเชียลเน็ตเวิร์ค Twitter เป็นต้น

หลายบริษัทติดเข้ามาในอันดับกลุ่ม Challengers ด้วยปัจจัยเรื่องศักยภาพในการเติบโตสูง เช่น Veeva, Lending Club โดย Zillow ได้คะแนนอันดับหนึ่งในด้านบุคลากร, Arista Networks ได้คะแนนอันดับหนึ่งด้านยุทธศาสตร์, Red Hat ได้คะแนนอันดับหนึ่งในแง่เทคโนโลยี และ Lending Club ได้คะแนนอันดับหนึ่งในแง่โครงสร้างบริษัท

  1. Veeva Systems
  2. Workday
  3. Grubhub
  4. FireEye
  5. Zillow Group
  6. Liberty TripAdvisor Holdings
  7. Yelp
  8. Tableau Software
  9. Shutterstock
  10. Arista Networks
  11. Medidata Solutions
  12. Twitter
  13. LendingClub
  14. Gogo
  15. Palo Alto Networks
  16. Red Hat
  17. Splunk
  18. ServiceNow
  19. GTT Communications
  20. Cavium
  21. Macom Technology Solutions
  22. Fortinet
  23. DexCom
  24. Air Lease Corp.
  25. GoDaddy.com

ที่มา – Fortune

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา