เจาะลึก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ในทศวรรษนี้

Clubhouse คือแอปพลิเคชันน้องใหม่ซึ่งมาแรงมากในขณะนี้ แต่ในฐานะผู้ใช้งานเรารู้จักแอปพลิเคชันนี้ดีแค่ไหน หรือแท้จริงแล้วเรารู้ที่มาที่ไปของแอปพลิเคชันนี้แค่เพียงผิวเผิน

Brand Inside ขอชวนมาทำความรู้จัก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ในแง่มุมที่เจาะลึกมากขึ้น 

clubhouse
clubhouse

ทำความรู้จัก Co-Founder และจุดเริ่มต้นของ Clubhouse

Rohan Seth และ Paul Davison คือ Co-Founder ของ Clubhouse

ในตอนแรกที่ได้มารู้จักกัน พวกเขายังไม่ได้มีไอเดียเรื่องการสร้างแอปพลิเคชัน Clubhouse แต่พวกเขากลับมาพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องการระดมเงินเพื่อช่วยเหลือ Lydia ลูกสาว Rohan Seth ซึ่งเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของยีนส์ในร่างกาย ทำให้เธอไม่สามารถเดินหรือพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ Lydian Accelerator ขึ้นมาเพื่อทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคที่ Lydia เป็น หลังจากนั้นเลยมีนักลงทุนเข้ามาเพื่อสนับสนุนการผลิตยารักษาอาการนี้กว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อ Rohan Seth และ Paul Davison ได้พูดคุยกันบ่อยๆ พวกเขาจึงตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกันจนกลายมาเป็นแอปพลิเคชัน Clubhouse ซึ่งเป้าหมายของธุรกิจนี้คือเพื่อช่วยให้ การทำพอดแคสต์ เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น ทางทีมจึงพยายามตัดฟีเจอร์ทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป

หลังจากสร้าง Clubhouse ได้เพียง 10 เดือนก็มีนักลงทุนกว่า 180 คนมาให้การสนับสนุนแอปพลิเคชันนี้ ทำให้ธุรกิจมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จนมีผู้กล่าวว่า Clubhouse เป็นแอปพลิเคชันที่น่าสนใจมากๆ ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ความสำเร็จครั้งนี้แลกมาด้วยความร่วมมือของพนักงาน Clubhouse เพียง 12 คนเท่านั้น นับได้ว่าเป็นทีมขนาดเล็กที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากๆ 

ทำไมแอปพลิเคชัน Clubhouse ถึงดังเปรี้ยงขึ้นมา

แอปพลิเคชันนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมาเมื่อ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX โพสต์ในทวิตเตอร์ว่าจะจัดทอล์คใน Clubhouse เรื่องความใฝ่ฝันของเขาที่อยากย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดาวอังคาร ทำให้ในวันนั้นมีคนเสนอขาย invite ด้วยราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,000 บาท)

ประเด็นที่น่าสนใจของ Clubhouse คือ ‘การใส่ใจในเรื่องการเป็น community’

สังเกตได้จาก รูปไอคอนของแอปพลิเคชัน ที่ใช้โฉมหน้าของผู้คนที่สร้างอิมแพคต่างๆ ให้กับ community ของ Clubhouse

อย่างไอคอนล่าสุดก็เป็นรูป Axel Mansoor ครีเอเตอร์ของ Lullaby Club เขาเล่าว่า ตนเองเริ่มใช้แอปพลิเคชันนี้โดยร้องเพลงกล่อมก่อนนอนร่วมกับเพื่อนสองสามคนเท่านั้น แต่ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามบน Clubhouse กว่า 4 หมื่นคน เขาจึงรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสนี้มากๆ

Facebook และ Twitter จะพัฒนาอะไรมาสู้กับ Clubhouse ในอนาคต

เมื่อแอปพลิเคชัน Clubhouse มีชื่อเสียงขึ้นมา ฝั่งแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Facebook ก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ล่าสุด Mark Zuckerberg ออกมาเปรยๆ ว่าจะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ขึ้นมาสู้เช่นกัน เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงต้นๆ ของการพัฒนาเท่านั้น

ส่วนทาง Twitter กำลังเปิดให้ทดลอง Spaces หรือห้องแชทที่สามารถมีผู้พูดได้มากถึง 10 คน และไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้แอปพลิเคชัน Clubhouse ถูกแบนในบางเมืองของประเทศจีน เพราะมีชาวจีนจำนวนมากมาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อเกี่ยวกับการเมือง ทั้งในประเด็นของแรงงานอุยกูร์ที่ซินเจียง และประเด็นการประกาศเอกราชของไต้หวัน

Li Yuan คอลัมนิสต์ของ New York Times ถึงกับโพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ทำไมพวกเราถึงได้มีอิสระในการพูดคุยในช่วงเวลาอันสั้นขนาดนี้

ข้อน่ากังวลของ Clubhouse

ข้อแรกคือ จนถึงตอนนี้ทาง Clubhouse ยังไม่ได้มีกระบวนการในการตรวจสอบ การแชร์ข้อมูลไม่ถูกต้อง ในแอปพลิเคชันเท่าที่ควร ซึ่งสิ่งอาจทำให้อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ (เป็นปัญหาเดียวกันกับ Social Media อื่นๆ ทั่วโลก)

ที่เห็นได้ชัดคือการให้ข้อมูลผิดๆ เรื่องโควิด-19 อย่างเช่น วัคซีนรักษาโควิดผลิตมาจากเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ที่ตายแล้ว หรือรัฐบาลขอให้คนยืนห่างกัน 2 เมตรเพราะพวกเขาจะใช้ดาวเทียมมาควบคุมเรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนไม่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น

สิ่งที่น่ากลัวคือถ้าผู้ฟังได้ยินข้อมูลที่ผิดซ้ำหลายๆ ครั้งผ่านห้องสนทนาต่างๆ ของ Clubhouse พวกเขาก็อาจจะเข้าใจว่านั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และด้วยความที่การพูดคุยในแอปพลิเคชันนี้เป็นแบบเรียลไทม์ ข้อมูลผิดๆ จึงอาจจะถูกกระจายต่อไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ผู้ฟังอาจจะยังไม่ได้ไตร่ตรองมากเท่าที่ควร

สรุป

เราในฐานะผู้ใช้งานก็คงต้องติดตามกันว่าในอนาคตแอปพลิเคชัน Clubhouse จะมีทิศทางการพัฒนาอย่างไร หรือจะมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ มาเซอไพร์สพวกเราอีกบ้าง

ที่สำคัญคือ ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook หรือ Twitter จะแก้เกมนี้อย่างไร เมื่อ Clubhouse เข้ามาแย่งจำนวนและเวลาของผู้ใช้งานไปเป็นจำนวนมาก

นี่เป็นศึกครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยีที่เราต้องจับตามองกันต่อไป

ที่มา : businessinsider (1), (2), (3)(4), aljazeera, vice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา