รู้จักโมเดล China+1 ต่อไปบริษัทต่างๆ จะมีฐานการผลิตมากกว่าแค่ในประเทศจีน

Hong Kong Port ฮ่องกง
ภาพจาก Shutterstock

China+1 จะเป็นโมเดลห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ ภาพกว้างของเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป Gordon H. Hanson ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Harvard University กล่าวว่า ประเทศต่างๆ จะต้องลดการพึ่งพิงของห่วงโซ่การผลิตกับประเทศจีนมากขึ้น แต่บริษัทก็ยังไม่สามารถตัดจีนออกจากสมการการผลิตได้อย่างเด็ดขาด

โดยเฉพาะในสินค้าราคาถูก ที่ผลิตโดยแรงงานไร้ทักษะ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น หรือเพิ่มระดับเป็นขึ้นมาเป็นชิ้นส่วนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใครๆ ต่างก็มาลงทุนจ้างจีนผลิตจนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานโลก 

  • พูดง่ายๆ คือ หลังจากนี้จีนจะลดความเป็นโรงงานโลกลง แต่ไม่ได้เลิกเป็นโดยสิ้นเชิง

แนวทางของ Hanson ตรงกับทัศนะของ David Ramirez นักวิจัยและที่ปรึกษาอิสระจาก International Institute for Strategic Studies ที่กล่าวว่าอนาคตของสายพานการผลิตโลกคือ “โมเดล China+1 ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ผลิตยังคงพึ่งพาการผลิตในจีนส่วนหนึ่งแต่ก็มีอีกหนึ่งประเทศหลักที่คอยป้อนห่วงโซ่การผลิตเช่นกัน 

จีนได้เปรียบในการผลิตแบบเน้นแรงงานน้อยลงเรื่อยๆ

การวิจัยของ Hanson แสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าจากการผลิตแบบเน้นแรงงานของจีน เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์กีฬา ของเล่น และอื่นๆ ในช่วง 5 ปี ลดลง

  • ปี 2013 จีนมีส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าในหมวดดังกล่าวในระดับโลก คิดเป็น 39.3% 
  • ปี 2018 จีนมีส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าในหมวดดังกล่าวในระดับโลก คิดเป็น 31.6% 

สังเกตว่า ส่วนแบ่งสินค้าราคาถูกของจีนในระดับโลกลดลงเกือบ 10% นี่คือทิศทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

Alibaba Tencent อาลีบาบา เทนเซ็นต์
ภาพจาก Shutterstock

ยุทธศาสตร์หันสู่การผลิตแบบเน้นเทคโนโลยีเบือนหนีการผลิตแบบเน้นแรงงานของจีน ทำให้ความสามารถในการผลิตแบบเดิมของจีนที่เน้นการใช้แรงงานผลิตสินค้าราคาถูกลดต่ำลงเพราะนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่หันไปผลักดันภาคเทคโนโลยีมากขึ้น หมายความว่าต้องผันเงินอุดหนุนจากภาคการผลิตราคาถูกไปสู่ภาคเทคโนโลยี 

ในช่วง 5 ปีให้หลัง เราจึงได้เห็นบริษัทเทคโนโลยีของจีนโด่งดังขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น Tencent, Alibaba, Huawei, Ant Group, Pinduoduo หรือ Xiaomi 

และอีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการที่มีมหาเศรษฐีจีน 2 คน ติด 5 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยขึ้นมากที่สุด ปี 2020 ซึ่งทำให้เห็นพัฒนาการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในจีน

นี่หมายความว่าเงินอุดหนุนภาคการผลิตราคาถูกที่ลดลง ส่วนพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนจีนมีรายได้เพิ่มขึ้นก็หมายถึงต้นทุนในภาคการผลิตแบบเน้นแรงงานที่มากขึ้น 

Yoshihide Suga Japan PM, Nguyen Xuan Phuc Vietnam PM ภาพจาก Japan.Kantei.go.jp

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างความพยายามลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจจีนของประเทศอื่นๆ และความเชื่อมั่นจีนที่ลดลง ก็เป็นปัจจัยกระทบความเป็นเจ้าแห่งห่วงโซ่การผลิตของจีน

เริ่มจากการที่ ภาคธุรกิจ รู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปที่จะพึ่งพิงแหล่งผลิตที่เดียว จึงมีความต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังที่อื่นๆ เช่น การที่ Apple เริ่มย้ายฐานการผลิต iPad และ MacBook ไปยังเวียดนาม รวมไปถึง Google Microsoft และ Panasonic ก็มีแนวโน้มย้ายออกจากจีนมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับการค้าระหว่างประเทศ

ส่วน ภาครัฐ ก็มีแนวโน้มสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ อินเดีย ที่มีนโยบายจูงใจให้ธุรกิจย้ายฐานการผลิตกลับมาประเทศบ้านเกิดหรือแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนสหภาพยุโรปก็มีทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับเวียดนาม (EVFTA) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ธุรกิจจากยุโรปไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่ประเทศอื่นสามารถผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้แรงจูงใจในการจ้างผลิตหรือประกอบลดลง โดยเฉพาะเมื่อผู้ลงทุนอยู่ไกลจากจีน เช่น สหภาพยุโรป ก็มีแรงจูงใจไปลงทุนในฐานการผลิตในใกล้ๆ อย่างประเทศในยุโรปตะวันออกอย่าง โรมาเนีย โปแลนด์ ประเทศในแอฟริกาเหนืออย่าง โมร็อกโก ตูนีเซีย หรือประเทศทางฝั่งเอเชียอย่างตุรกี เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์มากกว่า

งานศึกษาของ Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก ที่ทำการศึกษาบริษัทกว่า 260 บริษัท จากหลากอุตสาหกรรมในหลายภูมิภาค รายงานว่า ราว 1 ใน 3 ของผู้บริษัทได้ย้ายหรือมีแผนจะย้ายแหล่งวัตถุดิบและแหล่งประกอบออกจากประเทศจีน

Chinese President Xi Jinping
ภาพจาก Shutterstock

ข้อมูลข้างต้น ทั้งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ รายงานของบริษัทวิจัย ยุทธศาสตร์ของธุรกิจ และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของภาครัฐ ทำให้เห็นแนวโน้มไปในทางเดียวกันว่า จีนกำลังจะลดและถูกทำให้ลดความเป็นโรงงานโลกลง 

คำถามก็คือ เมื่อการผลิตของจีนภาคการผลิตราคาถูกลดลงแล้วใครจะเข้ามาแทนที่

ประเทศอื่นมีการผลิตแบบเน้นแรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังห่างชั้นจีน

มีหลายประเทศที่อาจจะเป็นชิ้นส่วนใหม่ของกลไกการผลิตระดับโลกแทนที่จีน โดยเฉพาะในเอเชียที่มีหลายประเทศเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) และมีส่วนแบ่งการผลิตสินค้าในระดับโลกในระดับพอใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา บังกลาเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ เวียดนาม

บังกลาเทศ เป็นผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก ซึ่งถ้าหากลองพลิกดูฉลากหลังเสื้อในตู้เสื้อผ้าดู แน่นอนว่าจะต้องมีเสื้อ Made in Bangladesh อยู่บ้างแน่ๆ

แต่ประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เวียดนาม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง แม้พิษโควิดกำลังบั่นทอนเศรษฐกิจโลก มีค่าแรงไม่สูงนัก มีความตกลงการค้าเสรีอยู่หลายฉบับที่ทำให้การลงทุนสะดวกมากขึ้น

Ho Chi Minh City Vietnam นครโฮจิมินห์ เวียดนาม
ภาพจาก Shutterstock

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อควรพิจารณาว่าประเทศเหล่านี้ถึงจะมีความเป็นไปได้ แต่เมื่อมองดูความเป็นจริงทางเศรษฐกิจแล้วต้องยอมรับว่า ทั้งสองประเทศยังห่างชั้นจีนอยู่มาก และไม่มีทางขึ้นมาเป็นโรงงานโลกได้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน 

ประชากรของเวียดนามและบังกลาเทศรวมกันมีจำนวนน้อยกว่า 20% ของประชากรจีนเสียอีก และมากไปกว่านั้น กำลังการผลิตของเวียดนาม บังกลาเทศ และกัมพูชา (อีกประเทศที่ใช้การผลิตราคาถูกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) รวมกันก็ยังมีสัดส่วนการผลิตสินค้าราคาถูกในระดับโลกเพียง 8% ซึ่งห่างไกลจากความเป็นโรงงานโลกอยู่มาก

ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจเหล่านี้สอดคล้องกับทัศนะของ Dan Wang นักวิเคราะห์จาก Gavekal บริษัทวิจัยด้านการลงทุนที่มองว่า จีนจะยังเป็นโรงงานของโลกอีกอย่างน้อย 5 ปี และยังต้องอาศัยเวลาเปลี่ยนผ่านอีกมากกว่านั้น

เมื่อจีนหันหาเทคโนโลยี แต่ก็ยังมีแรงงานราคาถูกอยู่ และเมื่อประเทศอื่นผลิตสินค้าราคาถูกมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ระดับโลก ทำให้เกิดสูตรห่วงโซ่การผลิตแบบ China+1 คือบริษัทจ้างทั้งจีนและประเทศอื่น

จีนทำหน้าที่เดิม เพิ่มเติมคือประเทศอื่นมีสัดส่วนการผลิตมากขึ้น

แม้จีนจะหันไปหาภาคเทคโนโลยีมากขึ้น แต่จีนยังคงมีแรงงานราคาถูกจำนวนมาก และยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติในอุตสาหกรรมซึ่งช่วยในการผลิตที่ไม่ต้องใช้ทักษะ นี่เป็นเหตุผลให้จีนยังคงเป็นโรงงานโลกได้อีกระยะหนึ่ง

ดังนั้น ในอนาคต China+1 Model คือคำตอบ บริษัทอาจจะคงการผลิตที่จำเป็นภายในจีนซึ่งยังมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยี และกระจายการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำกว่าไปประเทศอื่น เช่น Foxconn ที่ย้ายการผลิตโทรศัพท์รุ่นรองอย่าง iPhone SE ไปยังอินเดียเพื่อลดต้นทุน และยังคงการผลิตรุ่นเรือธงจำนวนหนึ่งในจีนต่อไป

ภายใต้ภูมิทัศน์การค้าการลงทุนระดับโลกแบบใหม่ โอกาสกระจายสู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นในฐานะที่เป็นแหล่งการผลิตสำรองของบริษัทต่างๆ รองจากจีน ซึ่งจะเป็นรองเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มี 

ภาพการค้าการลงทุนจะมีลักษณะที่เป็นพหุนิยม (Pluralism) มากขึ้น คือบริษัทก็จะย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายตามความสะดวก โดยมีแกนการผลิตดั้งเดิมอยู่ที่จีน

ที่มา – Quartz (1) (2) (3), CIPS, IISS, Harvard University, NBER, BCG

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Rachata Sanit, Content Creator Intern at Brand Inside. An eternal International Affairs student. Interested in Social (in)justice, International Development, and Creative Economy.