
จีนกำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากที่ รัฐบาลกลางของจีนออกคำสั่งในเดือนเมษายนเพื่อลดการสร้างตึกสูงเสียดฟ้าในจีน เพราะพบว่าตึกระฟ้าเหล่านี้นำไปสู่ปัญหามากมาย โดยเฉพาะในวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19
ในเดือนเมษายน จีนได้ออกคำสั่งรัฐบาลที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการชะลอและยับยั้งการสร้างตึกสูง รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่เกินไป โดยมีคำสั่งดังนี้
- การสร้างตึกที่สูงกว่า 100 เมตร จะต้องทำการศึกษาถึงความจำเป็นในการสร้างอย่างรอบด้าน
- การสร้างตึกที่สูงกว่า 250 เมตร จะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
- การสร้างศูนย์บันเทิง (Entertainment Complex) ที่มีพื้นที่มากกว่า 30,000 ตารางเมตร จะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ออกมาให้คำแนะนำผ่านวารสาร Qiushi ของพรรคคอมมิวนิสต์ว่า เราไม่สามารถเร่งพัฒนาความเป็นเมืองโดยอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ละเมืองควรพิจารณาถึงความหนาแน่นของประชากรในเมือง โดยเฉพาะในมหานคร (เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้) ก็ควรสร้างมาตรฐานเฉพาะออกมา
จีนเอาจริงเรื่องลดการสร้างตึกระฟ้า
ไห่หลงเจียง มณฑลที่อยู่สุดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ติดกับประเทศรัสเซีย เป็นมณฑลล่าสุดที่ตอบรับคำสั่งจากรัฐบาลกลางว่าจะไม่อนุญาตให้มีการสร้างตึกที่มีความสูงเกิน 500 เมตร ซึ่งขณะนี้ตึกที่สูงที่สุดในไห่หลงเจียงคือ อาคาร 1 ของ R&F Center มีความสูงเพียง 270 เมตร
โดยก่อนหน้านี้ มีหลายมณฑลที่ประกาศนโยบายออกมาสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลกลาง
ส่วนกรณีที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ตึก China Resource Hubei Landmark ในมหานครเซิ่นเจิ้น ซึ่งในตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะว่าจะสร้างให้มีความสูง 830 เมตร
นี่เป็นโปรเจกต์ล้มยักษ์ที่จะสร้างเพื่อเอาชนะตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa ในมหานครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่มีความสูง 828 เมตร แต่ในภายหลัง สถิตินี้ก็ยังไม่ได้ถูกทำลายเพราะตึก China Resource Hubei landmark ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ ถูกตัดทอนเหลือแค่ 500 เมตร เท่านั้น
จีนเจ้าแห่งตึกระฟ้า

ประเทศจีนเรียกได้ว่าเป็นประเทศเจ้าแห่งการสร้างตึกระฟ้าอย่างแท้จริง จากรายงานของ Council on Tall Buildings and Urban Habitat องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและก่อสร้างตึกระฟ้า พบว่า
- Shanghai Tower ในมหานครเซี่ยงไฮ้ เป็นตึกที่สูงที่สุดอันดับ 2 โดยมีความสูง 623 เมตร
- 5 ใน 10 ตึกที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในประเทศจีน
- 44 ใน 100 ตึกที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในประเทศจีน
Song Yingchang นักวิจัยด้านเมืองและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตึกระฟ้าเกิดจากการเร่งรัดพัฒนาความเป็นเมือง จนผู้คนอพยพเข้าเมืองมาแสวงโอกาสในการทำงานที่ดีกว่า ส่งผลให้อุปสงค์ในที่พักอาศัยสูงขึ้นบนที่ดินจำนวนเท่าเดิม
นอกจากนี้ ตึกระฟ้าถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน ตึสูงหลายๆ ตึกเป็นความฟุ้งเฟ้อเพื่อแสดงสถานะของประเทศจีน มากกว่าความจำเป็นด้านที่พักอาศัยสังเกตได้จากการสร้างตึก Goldin Finance 117 สูง 600 เมตร ในมหานครเทียนจิน ทั้งๆ ที่ยังมีที่ดินให้ใช้สอยอีกจำนวนมาก
ที่น่าสนใจคือ จีนมีจำนวนประชากรมหาศาล และมีการพัฒนาความเป็นเมืองอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเห็นได้โดยอ้อมจากการที่ เกือบครึ่งหนึ่งของตึกที่สูงที่สุดในโลกตั้งอยู่ในประเทศจีน และนี่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าตกใจมาก
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เหตุใดจีนถึงต้องการยุติความคลั่งไคล้ในการสร้างตึกระฟ้า
ตึกระฟ้ามีค่าใช้จ่ายมหาศาลและไม่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงยอมหันหลังให้กับตึกสูงในครั้งนี้ของทางการจีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมืองและชนบทบอกว่าเป็นเพราะ “เมืองใหม่ๆ จะต้องหันไปสร้างอาคารที่เหมาะสมต่อการใช้งาน มีค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความสวยงามเชิงศิลป์ มากกว่าที่จะสร้างตึกที่เน้นสูงเข้าว่าเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินให้สูงที่สุด”

กรณีที่เป็นจุดพลิกผันให้เกิดนโยบายยับยั้งการสร้างตึกสูงในจีนคือ โปรเจกต์การสร้างตึก Goldin Finance 117 ในมหานครเทียนจิน หนึ่งในตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จที่สูงที่สุดในโลก สูง 600 เมตร ซึ่งปัจจุบันเจ้าของโครงการประสบกับภาวะล้มละลาย และไม่มีใครรับช่วงต่อโครงการเพราะมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าตึกที่สร้างไม่เสร็จนั้นทำลายภูมิทัศน์เมือง มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และมีต้นทุนต่อเนื่องนานัปการ
Song Yingchang กล่าวว่าปัจจุบันมีการหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการพัฒนาเมืองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติการระบาดของไวรัส Covid-19 การสร้างตึกสูงที่แออัดนั้นมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยมากกว่า และการควบคุมการระบาดก็ทำได้แย่กว่า
ที่มา – SCMP
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา