ธนาคารปิดสาขา ไม่ต้องตกใจ ทั้งอเมริกา, อังกฤษ และญี่ปุ่น ก็เทรนด์เดียวกัน

เกาะกระแสข่าวแรงเมื่อวานที่ SCB ประกาศจะปิดสาขาและลดพนักงาน ในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ด้วยจำนวนที่มีนัยสำคัญ แต่การปิดสาขาและลดพนักงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการธนาคารแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทย จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ ก.ย. 59 – ก.ย. 60 มีธนาคารแจ้งปิดสาขารวม 192 สาขา 5 อันดับแรก คือ กรุงไทย 79 สาขา, กสิกรไทย 73 สาขา, ธนชาต 69 สาขา, ทหารไทย 20 สาขา ขณะที่ ไทยพาณิชย์ และ ซีไอเอ็มบีไทย อย่างละ 9 สาขา และมีพนักงานธนาคารที่ออกจากระบบประมาณ 1,351 คน

กล่าวได้ว่า ปีที่ผ่านมา คือการชิมลาง เริ่มลดสาขาที่มีคนใช้บริการลดลง และพนักงานก็ต้องลดลงตามไปด้วย ขณะที่อาจมีสาขาใหม่เปิด เช่น ในศูนย์การค้า

ธนาคารในอเมริกา 5 ปีสาขาหายไปแล้ว 20%

หนึ่งในตลาดเงินตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว โดยใน 5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนธนาคารปิดสาขาไป 20% โดยสาเหตุมาจากการต้องการลดต้นทุนการดำเนินงาน

พร้อมกับการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บริการผ่าน Mobile Banking ในธุรกรรมการเงินทั่วไป เช่น ฝาก, จ่าย, โอน, ถอน และลดการใช้บริการผ่านสาขาปกติ

ถ้านับตั้งแต่วิกฤตการเงินสหรัฐประมาณปี 2008 จำนวนสาขาของธนาคารลดลงประมาณ 8% จากประมาณ 97,000 สาขา เหลือ 90,000 สาขา และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

อังกฤษ ปิดไปแล้วมากกว่า 1,000 สาขา

ปีที่ผ่านมา มีธนาคารมากกว่า 1,000 สาขา ถูกปิดไปในช่วง 2 ปี หลังจากผู้บริโภคหันไปใช้บริการผ่าน Online และ Mobile Banking

HSBC เป็นธนาคารที่ปิดสาขาไปมากที่สุด เกือบ 30% หรือ 321 สาขา ขณะที่ Royal Bank of Scotland ปิดไป 191 สาขา และ Lloyds Banking Group ปิดไป 180 สาขา

มีการศึกษาการใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ พบว่า ลูกค้ามาใช้บริการที่สาขา 427 ล้านครั้งในปี 2015 ขณะที่มีการ Log in ใช้บริการผ่านมือถือ 895 ล้านครั้ง และคาดกันว่าจำนวนครั้งที่มาสาขาจะลดเหลือ 268 ล้านครั้งในอีก 3 ปี หรือ 2020 และการใช้งานผ่านมือถือจะเพิ่มเป็น 2,300 ล้านครั้ง

จำนวนสาขาที่ยังอยู่ หรือจะเปิดใหม่ ต้องผ่านการสำรวจมาแล้วว่าเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานจริงๆ เท่านั้น และอาจใช้วิธีการเปิดร่วมกับพันธมิตร เช่น ที่ทำการไปรษณีย์, ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ธนาคารใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นวางแผนปิด 20% ลดเงินเดือนด้วย

The Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการตัดสินใจปิดสาขา 20% หลังจากต้องเจอกันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำซึ่งส่งผลกับผลกำไรของธนาคาร ดังนั้นการลดสาขา เท่ากับลดพนักงานและให้บริการผ่านเทคโนโลยีแทน

โดยเปรียบเทียบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ธนาคารลดลง 40%

Mizuho Financial Group Inc. เป็นธนาคารใหญ่อีกกลุ่มที่ดำเนินแผนในลักษณะเดียวกัน

สรุป

แนวโน้มทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ธนาคารมีต้นทุนสูงจากการดำเนินการ รายได้จากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยลดลง เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ จำนวนสาขาและพนักงานจึงลดลง เหมือนคำกล่าวของ Bill Gates ที่ว่า banking is necessary, banks are not

แต่ถ้ามองในภาพกว้างไม่ใช่เฉพาะธนาคารเท่านั้น มีหลายอุตสากหรรมที่มีแนวโน้มลักษณะเดียวกัน

source: ch3thailand, Reuters, Financial Times, Japan Times

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา