
ถ้าพูดถึงประเทศไทย สิ่งแรก ๆ ที่คนทั่วโลกนึกถึงย่อมเป็น ‘อาหารและการท่องเที่ยว’ เพราะไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกที่นักเดินทางอยากมาเช็กอิน ทั้งเพื่อสัมผัสรสชาติอาหารอันเป็นเอกลักษณ์และประสบการณ์การเข้าพักที่สร้างความประทับใจ จนทำให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยกำลังต้องเผชิญคือปัจจัยภายนอกที่ท้าทายขีดความสามารถของผู้ประกอบการอย่างหนัก ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่มาของภัยพิบัติ ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะเดียวกันกับความกดดันจากนักลงทุนที่ไม่อยากให้การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยแค่สร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่ต้องการให้ ‘ความยั่งยืน’ สร้างคุณค่าในทางธุรกิจได้จริงด้วย
Brand Inside มีโอกาสได้ร่วมฟังเสวนาหัวข้อ ‘พลิกเกมธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารไทย ด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืน’ ในงาน EARTH JUMP 2026 ที่จัดโดย KBank และอยากนำเรื่องราวของ 2 กลุ่มธุรกิจอาหารที่ฝ่าวิกฤตต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนได้สำเร็จมาเล่าให้ฟัง

เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ แต่กลายเป็น Requirement จากลูกค้า-คู่ค้า
หลายคนอาจจะคิดว่า ‘ความยั่งยืน’ เป็นแค่คำพูดสวยๆ แต่สำหรับ MINOR Group และ S&P Group แล้ว ‘ความยั่งยืน’ คือโจทย์จริงที่คนทำธุรกิจต้องเจอ
‘คุณชมพรรณ กุลนิเทศ’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่าว่า นอกจากข้อปฏิบัติด้านความยั่งยืนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ปัจจุบัน ลูกค้าของบริษัท โดยเฉพาะลูกค้า Wholesale อย่าง ‘บริษัท’ ต่างๆ ที่เข้ามาจัดประชุมสัมมนาในโรงแรมของไมเนอร์ฯ ก็มีความต้องการและข้อเรียกร้องด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนกว่าเมื่อก่อนเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นคำถามอย่างปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่อห้องพัก ปริมาณการใช้น้ำของโรงแรม หรือการขอประชุมแบบ Green Meeting ก็ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ และไมเนอร์ฯ ในฐานะโรงแรมก็มีหน้าที่นำเสนอโซลูชันให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
เช่นเดียวกัน ‘คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน’ ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ก็อธิบายว่า ตอนนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งดูรายละเอียดแหล่งที่มาของอาหาร ประเภทของแพ็คเกจจิ้ง และอื่นๆ
เพราะลูกค้าหลายคนเต็มใจจะจ่ายเงินเพิ่มให้แบรนด์หรือสินค้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อมมากกว่า อย่าง S&P เองเวลาจัดกิจกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้รับคอมเม้นท์เชิงบวกค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกัน ผู้ค้ารายใหญ่โดยเฉพาะผู้ค้าต่างประเทศก็ใช้ ‘เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม’ เป็นปัจจัยในการพิจารณาว่า จะทำธุรกิจร่วมกันกับเราหรือไม่
จึงสะท้อนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่กลายเป็น ‘โจทย์’ ที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและอาหารต้องฝ่าไปให้ได้ในยุคนี้ แต่คำถามคือ ทำยังไงล่ะ?
เริ่มต้นจาก ‘ระดับบน’ แต่ต้องทำ ‘ทุกคน’ ถึงจะสำเร็จ
“Tone from the top” คือสิ่งที่ผู้บริหารของไมเนอร์ฯ บอกกับทุกคนในงาน EARTH JUMP 2026 เพราะไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนๆ ขอแค่ผู้บริหารและเจ้าของตั้งใจ ยังไงก็สามารถเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้
แต่ถ้าถามว่าพอไหม ‘คุณชมพรรณ’ บอกว่า ไม่พอ เพราะจริงๆ แล้ว ‘การปฏิบัติ’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทุกคนในองค์กรจึงจะต้องเข้าใจไปพร้อมกัน
สำหรับไมเนอร์ฯ เอง เริ่มต้นจากการทำ ‘กลยุทธ์ความยั่งยืน’ หรือ Sustainability Strategy ร่วมกันทุกฝ่าย โดยเลือกเรื่องที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าสำคัญและควรขับเคลื่อน
แนวทางนี้ไมเนอร์ฯ ใช้สำหรับ Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort ที่ไม่ได้เพียงแค่เทรนนิ่งให้พนักงานรู้ว่าโรงแรมสนใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังเทรนนิ่งให้พนักงานร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย
อย่างการทำ Biodiversity Training หรืออบรมเรื่อง ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ พาพนักงานไปรู้จักกับระบบนิเวศรอบโรงแรมที่นอกเหนือจาก ‘ช้าง’ ทำให้ค้นพบ Hidden Gems มากมาย อย่างสตาฟที่เข้าใจเรื่องการดู ‘นก’ และสามารถส่งต่อความรู้เหล่านั้นให้ลูกค้าได้ด้วย
โดยไมเนอร์ฯ ไม่ได้มองความเปลี่ยนแปลงทางด้านความยั่งยืนว่าเป็น ‘ต้นทุน’ ที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วทุกการลงทุนย่อมสร้าง ROI หรือ Return on Investment ได้เช่นเดียวกัน เช่น การติดโซลาร์เซลล์ หรือการเปลี่ยนเครื่องจักร ก็ช่วยลดต้นทุนได้ในระยะยาว แม้จะต้องใช้เวลารอผลตอบแทนนานกว่าการไม่เปลี่ยน
“ขอให้เริ่มจากสิ่งที่เราเชื่อและมีแพสชันมากที่สุด เพียงพอที่จะผลักดันไปข้างหน้า จะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ได้ สังคมก็ได้ เลือกประเด็นที่มีอิมแพคต่อบริษัท ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง มันไม่มีอะไร perfect for the first time แต่เมื่อเริ่มจากสิ่งที่เรารักก็จะก่อให้เกิดผลดีที่สุดตามมา”

ลงทุนเพื่อความยั่งยืน = ลงทุนเพื่ออนาคต
ด้านผู้บริหารของ S&P อย่าง ‘คุณมณีสุดา’ เผยว่า “ทำเรื่องความยั่งยืนในธุรกิจอาหารจะต้องใช้ความอดทนและความพยายาม แต่ถ้าตั้งใจจริงแล้ว เราย่อมทำได้อย่างแน่นอน”
โดยยกตัวอย่าง S&P ที่เริ่มต้นทำงานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ปี 2016 โดยเริ่มจากการทำงานด้านพลังงานสะอาดหรือการติดโซลาร์รูฟก่อน โดยได้รับความช่วยเหลือจาก KBank ให้ Green Loan ดอกเบี้ยต่ำ จนทำให้สามารถมีก้าวแรกได้สำเร็จ
หลังจากนั้น S&P ก็เริ่มเดินหน้าจัดตั้งสำนักงานพัฒนาความยั่งยืน วางแผนกลยุทธ์จนเสร็จเรียบร้อย เตรียมจะเริ่มต้นทำงานจริง แต่ก็เจอเข้ากับวิกฤตโควิด-19 เข้าซะก่อน ทำให้เกิดคำถามว่าควรจะเดินหน้าทำงานต่อดีไหม เพราะดูเหมือนการใช้เงินในช่วงเวลาแบบนี้จะไม่เหมาะสมนัก
สิ่งที่ ‘คุณมณีสุดา’ เลือกทำคือโน้มน้าวด้วยหลักฐานที่บอกว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนเป็น ‘การลงทุนเพื่ออนาคต’ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัท ไม่ใช่การนำเงินไปจม
โดยเริ่มต้นจากการทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงินเลยก่อน เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในองค์กร เริ่มต้นแยกขยะอย่างจริงจัง เริ่มต้นอบรมด้านความยั่งยืนให้พนักงาน
ไปจนถึงการปรับลดแพ็คเกจจิ้ง ปรับลดความหนาและลดการใช้งานพลาสติก จึงทำให้ S&P สามารถลดการใช้พลาสติกไปได้มากถึง 352 ตัน และเข้าใกล้การเลิกใช้พลาสติก 100% เพราะตอนนี้เดินหน้ามาถึง 97% แล้ว
ที่สำคัญคือ ‘ขยะอาหาร’ ที่เป็นปัญหาของธุรกิจอาหารมากมาย บริษัทตัดสินใจส่งต่อให้กับชุมชนขาดแคลน โดยสิ่งนี้แทบไม่ได้ใช้งบประมาณเลย และตอนนี้บริษัทก็ได้ส่งต่ออาหารไปแล้วมากกว่า 1,189,283 มื้อใน 10 จังหวัดทั่วประเทศไทย
‘คุณมณีสุดา’ บอกว่า สิ่งที่ท้าทายมากสำหรับธุรกิจอาหารที่มีสาขาถึง 400 แห่งอย่าง S&P คือ การเก็บปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่ปล่อยจากแต่ละสาขา โดยบริษัทต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีกว่าจะเก็บรวบรวมสำเร็จ และตอนนี้ S&P ก็เดินมาถึงอีกหนึ่งความท้าทายใหม่อย่างการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และเกษตรกร เพื่อเก็บปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์อย่างต่อเนื่อง
“ไม่ต้องรอพร้อม แค่มีใจอยากจะเริ่ม เราก็เริ่มได้เลย เพียงเลือกเริ่มจากเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงินก่อน เมื่อเราเริ่มต่อจิ๊กซอได้ มีผลสำเร็จ เราก็จะสามารถทำเรื่องอื่นๆ ต่อได้อย่างแน่นอน หรือถ้าเมื่อไรพร้อมจะก้าวสู่โซลูชันใหม่ๆ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจาก KBankได้”

หน้าที่ธนาคาร = ทำให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องง่าย เพราะเรื่องอื่นยากพอแล้ว
ด้าน ‘คุณณัฐพล ลือพร้อมชัย’ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ให้อีกหนึ่งมุมมองว่า เมื่อก่อนธุรกิจอาจมองว่า เราต้องมีเหลือกินเหลือใช้ก่อนจึงจะมามองเรื่องความยั่งยืน แต่จริงๆ แล้ว ‘ความยั่งยืน’ เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการกับ ‘ความเสี่ยง’ ที่ธุรกิจจะต้องเผชิญ
ไม่ว่าจะเป็น ‘ความเสี่ยงทางกายภาพ’ (Physical Risk) อย่างภัยพิบัติ แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม ที่ทำให้ธุรกิจชะงักงัน ต้องลงทุนซ่อมแซมและซื้อของใหม่ หรือความเสี่ยงทางด้านนโยบายและกฎหมาย (Policy & Legal Risk) ที่ทำให้การทำธุรกิจยากขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่มากขึ้น
โดยยังไม่พูดถึงความเสี่ยงจากตลาด (Market Risk) เช่น พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และมองว่าสิ่งแวดล้อมสำคัญมากขึ้นทุกวัน ในมุมของธนาคารจึงมองว่า การไปสู่ ‘ความยั่งยืน’ คือการช่วยบริการความเสี่ยงให้กับธุรกิจและผู้ประกอบการ
KBank เองตั้งใจจะเป็น ‘สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ’ ถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์จากองค์กรขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน มาสู่ผู้ประกอบการ SME ที่กำลังเริ่มต้น ทำให้เห็นว่าแม้จะทำยาก แต่ก็สามารถทำได้
ธนาคารกสิกรไทยเองเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืนตัวแรกเมื่อ 15 ปีก่อน เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรใหญ่ๆ ก่อน จนวันนี้สามารถนำบทเรียนจากอดีตมาออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืนสำหรับ SME เพิ่มขึ้นได้

อย่างปีนี้ก็ได้ออก 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง K-Climate Shield Loan ออกแบบมาเพื่อให้ทุกองค์กรสามารถป้องกันน้ำท่วมก่อนเกิดขึ้น ลงทุนป้องกันก่อน เพื่อให้ธุรกิจไม่ต้องหยุดชะงัก ไม่ต้องทำความสะอาดหลังน้ำลด ไม่ต้องซื้อของใหม่ภายหลัง
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับ SME ที่เป็นตัวแทนของคำว่า “ทำดี ต้องมีกำลังใจ” เพราะเรารู้ว่าการเก็บ KPI ทางด้านสิ่งแวดล้อมยาก จึงออก ‘สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้’’ ให้นำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว มุ่งหวังให้ SME มีกำลังใจ ทำงานด้านความยั่งยืนไปด้วยกัน
นอกจากนี้ธนาคารยังได้พัฒนา KBank Green Hotel Solutions โซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจโรงแรมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
‘คุณณัฐพล’ บอกว่า KBank ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความตั้งใจด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจในทุกขั้นของการเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่
- ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์
- KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
- K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ
- หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน
- Financial Solutions โซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว อาทิ K-Climate Shield Loan, สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้ และ KBank Green Hotel Solutions ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมให้สามารถลงทุน ปรับตัว และเติบโตอย่างยั่งยืน
สามารถดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen
“หน้าที่ของธนาคารคือ ทำให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่ลูกค้าจะทำได้ เพราะแค่ทำธุรกิจก็เป็นเรื่องยากพอแล้ว”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา