ถึงชีวิตจะแย่แค่ไหน แต่พอได้คิดถึงแผนเที่ยวที่กำลังจะเกิดในไม่กี่เดือนหน้าข้างหน้า มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็พร้อมกลับมาสู้ต่อ นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ไม่ว่าโลกจะผันผวนแค่ไหน แต่ ‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ ก็ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่เหตุผลจริงๆ คืออะไรและท่องเที่ยวโลกกำลังเดินไปสู่ทิศทางไหน ชวนไปฟังจากผู้บริหารของ Trip.com Group ผู้บริหารแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำที่กำลังขยายธุรกิจไปทั่วโลกในเวลานี้

ท่องเที่ยวเข้าสู่ ‘ยุคใหม่’ แล้ว นักท่องเที่ยวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
‘เจน ซุน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group บอกว่า ขณะนี้พวกเราทุกคนกำลังเข้าสู่ ‘ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวโลก’
หลังในปี 2025 ที่ผ่านมา ‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ ที่มีสัดส่วนราว 10% ของ GDP โลก ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ ‘เติบโตเร็วที่สุด’ ในโลก โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 2 เท่า และมี ‘นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ’ รวมทะลุ 1,500 ล้านคน
ส่งผลให้ Trip.com Group มี ยอดจองรวมบนแพลตฟอร์ม (ระหว่างประเทศ) เติบโตมากถึง 60% จากปีก่อน โดย รายได้จากกลุ่มที่พัก เติบโตขึ้นกว่า 20% จากปีก่อนหน้า และ มูลค่าการขายตั๋วเครื่องบินและบริการเสริม ก็เพิ่มขึ้น 60% จากปีก่อนเช่นเดียวกัน
สอดคล้องกับ ยอดจองโรงแรม-ตั๋วเครื่องบินขาออก ของบริษัทเติบโตพุ่ง 140% จากปี 2019 ที่เป็นปีก่อนเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ขึ้น
ทำให้เห็นว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในปัจจุบันก้าวข้ามช่วงโควิด-19 มาได้เรียบร้อยแล้วจากความต้องการท่องเที่ยวที่ทุบสถิติทั้งหมด และจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงเป็นประวัติการณ์
โดยมี ‘เอเชียแปซิฟิก’ เป็นศูนย์กลาง ครอง 9 จาก 10 จุดหมายปลายทางที่มีการจองมากที่สุดในโลก ตามด้วยแรงหนุนจากยุโรปและอเมริกาที่มียอดจองเติบโต 25% และ 35% ตามลำดับ ‘เจน’ คาดว่า ในปีนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก จะเติบโตต่อในอัตราราว 3-4% และจะสามารถสร้างงานได้ 460 ล้านตำแหน่ง รวมถึงมีสัดส่วน 11.4% ของ GDP โลกในปี 2035

เทรนด์แห่งยุคสมัย = ใหม่ หลากหลาย และลึก
อีกอย่างที่ CEO ของ Trip.com Group เอามาแบ่งปันกับทุกคนคือ ‘เทรนด์ใหม่’ ที่กำลังนิยามการท่องเที่ยวโลกตอนนี้ อย่างแรกคือ Discovery หรือการค้นพบจุดหมายใหม่ที่กำลังมาแรง อย่างเช่น อุซเบกิสถาน อาร์เจนตินา และโคลัมเบีย ที่โตเร็วสุดในปีที่ผ่านมา
อย่างต่อมาคือ Diversity หรือ ความหลากหลาย เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างพยายามหาประสบการณ์และกิจกรรมที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิมมาก อย่างเช่น ดำน้ำที่บาหลี เที่ยวธรรมชาติที่คัปปาโดเกีย ไปจนถึงเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่กีซาและอิสตันบูล
สุดท้ายคือ Depth หรือ ความลึก เพราะนักท่องเที่ยวในยุคนี้กำลังมองหาการเดินทางเชิงลึกมากขึ้น เห็นได้จาก 15 จาก 20 เส้นทางท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดเป็น ‘การเดินทางระยะไกล-เชื่อมต่อเส้นทาง’ รวมถึงมีเวลาท่องเที่ยวนานถึง 6 วันในหลากหลายภูมิภาค

‘ไทย’ ยังคงเป็นจุดหมายฮิต ติด Top 5 ทุกตลาด
ฝั่ง บุน เสียน ชัย กรรมการผู้จัดการและรองประธานฝ่ายตลาดต่างประเทศของ Trip.com Group ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างยั่งยืน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาพลังงานและน้ำมัน
แต่ละภูมิภาคของโลกก็มีโอกาสในการเติบโตที่แตกต่างกัน อย่างใน ‘เอเชีย’ ถือว่าเป็น Wellness Hubs ขณะที่ ‘ตะวันออกกลาง’ เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญอีเวนท์และการประชุมสัมมนาขนาดใหญ่
ส่วน ‘ยุโรป’ ยังคงเป็นจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวพรีเมี่ยม เช่นเดียวกันกับที่ ‘อเมริกา’ เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับ Bleisure หรือการท่องเที่ยว+ธุรกิจ รวมถึงการสัมมนาและการประชุมคอร์เปอเรท
ปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม OTA ในตลาดต่างประเทศเติบโตมากถึง 60% และมีส่วนในการสร้างรายได้กว่า 40% ให้กับ Trip.com Group
โดย ‘ประเทศไทย’ ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมติด Top5 ในทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน และเนเธอร์แลนด์
ขณะที่จุดหมายปลายทางยอดนิยมของ ‘คนไทย’ บนแพลตฟอร์มของ Trip.com ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม และไต้หวัน
คนเลือก ‘จุดหมาย’ จาก ‘อีเวนท์’ อย่างคอนเสิร์ต
ผู้บริหารยังเล่าอีกว่า ตอนนี้ผู้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Trip.com คือ Gen Y และ Gen Z ที่มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 64% ของผู้ใช้งานทั้งหมด โดยผู้ใช้งานกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มี ‘กำลังซื้อ’ สูง โดยเฉพาะคน Gen Y ที่คิดเป็นกว่า 49% ของผู้ที่จองโรงแรมลักซัวรีทั้งหมดของแพลตฟอร์ม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดี๋ยวนี้คนไม่ได้เที่ยว เพื่อไปดูชมสิ่งต่างๆ (sightseeing) อีกต่อไป แต่กำลังหันไปดื่มดื่ม (immersion) กับสิ่งรอบตัวมากขึ้น 85% ของนักท่องเที่ยวหันไปเลือกจุดหมายปลายทางตาม ‘อีเวนท์’ อย่างคอนเสิร์ต กีฬา และเทศกาลต่างๆ
ระยะเวลาท่องเที่ยวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ 2-4 วัน และนักท่องเที่ยวหันไปจับจ่ายกับกิจกรรมอย่าง สปา ทัวร์ และอาหาร มากขึ้น 1.8 เท่าจากเดิม
ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างหันท่องเที่ยวแบบไร้พรมแดน ‘บุน เสียน ชัย’ บอกว่า ยอดจองระหว่างประเทศในภาพรวมเติบโต 60% โดยถ้ามาเจาะแยกแยกรายภูมิภาค อย่างยุโรป จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งหมดที่ว่ามาต่างก็เติบโตทะลุ 100% แล้ว

Trip.com Group วางแผนผสาน AI เข้ากับทุกบริการ
สำหรับ Trip.com Group วางกลยุทธ์หลักในการผสาน AI เข้ากับทุก Customer Journey โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่การค้นหา การจอง จนถึงบริการหลังการขาย อาทิ TripGenie ที่เป็น AI Voice Assistant ที่มียอดการใช้งานเติบโตเป็นเท่าตัว หรือแม้แต่ One-click Smart Cart ที่ช่วยเพิ่มยอดจองห้องพักให้มากถึงหมื่นคืนต่อวัน
ขณะเดียวกัน บริษัทก็เตรียมลงทุนอย่างหนักในการขายบริการแบบ Cross-sell อาทิ เที่ยวบิน+โรงแรม หรือ รถไฟ+โรงแรม ที่ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้งานสูงขึ้น 3.5 เท่า และทำให้ Trip.com Group กลายเป็น ‘แพลตฟอร์มครบวงจร’ ที่ดึงให้นักท่องเที่ยวใช้บริการหลายอย่างพร้อมกันตั้งแต่ต้นจนจบ
รวมถึงเร่งขยายเครือข่ายพันธมิตรและจับเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อให้ Trip.com Group สามารถเป็นผู้นำตลาดท่องเที่ยวโลกในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างยั่งยืน
“อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก กำลังฟื้นตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ทำสถิติสูงสุด ทำให้เราก้าวสู่บทใหม่ของการเติบโต พันธกิจของ Trip.com Group คือ การเปลี่ยนโมเมนตัมนี้ให้กลายเป็นความยั่งยืน ผ่านการลงทุนในนวัตกรรมและบริการต่อไป” เจน ซุนกล่าว
- ไทยยังยืนหนึ่งท่องเที่ยวอาเซียน กวาดรางวัลจาก Trip.com ท่วมๆ อย่างหมวด ‘เกาะ’ เหมาไป 50% ของรางวัลที่แจก
- อยากเช่ารถหรู เข้าแอปฯ เดียวก็ทำได้ ‘Trip.com’ จับมือ ‘Primes Automotive’ ครั้งแรกในไทย กับการเปิดบริการเช่ารถหรูบนแอปฯ ท่องเที่ยวแบบครบวงจร
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา