เจาะลึกวิสัยทัศน์ “จระเข้” ที่ขอสลัดภาพแค่กาวซีเมนต์และกาวยาแนว สู่ผู้นำเคมีภัณฑ์ก่อสร้างรักษ์โลก พร้อมโชว์นวัตกรรมในงานสถาปนิก’69

อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะตลาดไม่ได้แข่งขันกันที่ราคา แต่วัดกันที่คุณภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก ซึ่ง จระเข้ แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกับภาพจำของกาวซีเมนต์และยาแนว กำลังสลัดภาพเดิมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบ้านพักอาศัยไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ

และในงาน สถาปนิก’69 ที่ปีนี้มาพร้อมกับแนวคิด สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) ทางจระเข้ก็เข้ามาพร้อมกับวิสัยทัศน์ Build Today, Beyond Tomorrow สร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า ผ่านพื้นที่จัดแสดง JORAKAY EXPERT PAVILION ถูกออกแบบให้สะท้อนแนวคิดความยั่งยืนตั้งแต่กระบวนการคิด ควบคู่ไปกับการฉายภาพความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ

ในเมื่อจระเข้ไม่ได้ขอเป็นแค่กาวซีเมนต์และยาแนวอีกต่อไป แต่กลุ่มช่าง รวมถึงผู้บริโภคบางรายก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าแบรนด์จระเข้จะเดินหน้าไปอย่างไรต่อ Brand Inside จึงขออาสาเข้าไปพูดคุยกับ ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนี้เมื่อต้นปี 2569 เพื่อหาข้อมูลมาตอบข้อสงสัยในบรรทัดหลังจากนี้

ความยั่งยืนที่ขยายจากองค์กรสู่ Exhibition

ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าให้ฟังว่า ในปี 2569 ตัวบูทที่จระเข้เข้ามาแสดงในงานสถาปนิก’69 มีจุดเริ่มต้นง่าย ๆ คือ ตัวบูทที่สร้างขึ้นต้องนำไปทำประโยชน์ได้อีกหลังจากนี้ ซึ่งคำตอบก็ออกมาที่การใช้ ไม้อัดสนป่าปลูก กว่า 1,000 ชิ้น มาตัดให้เป็นชิ้นส่วนแบบโมดูลาร์ 2-3 รูปแบบ สามารถถอดประกอบ และนำมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมดเป็นโครงสร้างหลัก

ด้วยการที่สามารถถอดประกอบได้นี้เอง ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้เมื่อใช้ในงานสถาปนิก’69 เสร็จสิ้น ชิ้นส่วนทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์เพื่อส่งมอบและบริจาคให้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ถือเป็นการตอบโจทย์เป้าหมายเรื่องการนำชิ้นส่วนในการสร้างบูทที่ปกติจะต้องถูกนำไปทิ้งเพราะใช้ได้ครั้งเดียว นำกลับไปใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

และหากกลับไปมองที่วิสัยทัศน์ Build Today, Beyond Tomorrow ความตั้งใจในการออกแบบบูทที่ถอดและประกอบได้ใหม่เพื่อใช้ในอนาคตก็สะท้อนเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจน แต่เพื่อเพิ่มความเป็นจระเข้ขึ้นมาให้เด่นชัดขึ้น ผู้เข้าชมบูทก็จะได้พบประติมากรรมรูปจระเข้ที่ชื่อ น้องเข้ ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนโมดูลเช่นเดียวกัน

ฉายภาพ 6 คลัสเตอร์นวัตกรรมก่อสร้าง

และหลังจากรับทราบแนวคิดในการออกแบบบูทที่เน้นเรื่องความยั่งยืนไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูรายละเอียดต่าง ๆ ภายในบูทจระเข้ว่าทางแบรนด์ต้องการจะสื่ออะไรบ้าง ซึ่ง ดร. จิรัฏฐ์ ได้เสริมว่า เพื่อให้เห็นภาพความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมหลากหลายงานก่อสร้าง แบรนด์จระเข้จึงจัดพอร์ตโฟลิโอและแบ่งการนำเสนอออกเป็น 6 คลัสเตอร์หลัก ที่มุ่งเน้นการแก้ Pain Point ของผู้ใช้งานจริงดังนี้

  • TILING EXPERT: จุดแข็งดั้งเดิมที่ถูกยกระดับด้วยนวัตกรรม Dustless Technology ในกาวซีเมนต์ ช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นหน้างานได้ถึง 80% มาพร้อมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก JORAKAY Green Pack
  • FLOORING EXPERT: โซลูชันงานพื้นระดับมืออาชีพ ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ จระเข้ โรด ฟิกซ์ เอ็กซ์เพรส ปูนซ่อมแซมถนนคอนกรีตที่สามารถฉาบบางเพียง 1 เซนติเมตร และเปิดใช้งานให้รถวิ่งได้ภายใน 6 ชั่วโมง นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาทำงาน แต่ยังลดการปล่อยคาร์บอนมหาศาลจากการรื้อถอนถนนเดิมทิ้ง
  • WATERPROOF EXPERT: โซลูชันกันซึมครบวงจรตั้งแต่ฐานรากถึงดาดฟ้า นำโดย จระเข้ เฟล็กซ์ ชิลด์ ซีเมนต์กันซึมประสิทธิภาพสูงที่ปราศจากสารพิษ
  • STRUCTURE EXPERT: คลัสเตอร์ที่เป็นหัวหอกในการพาจระเข้รุกเข้าสู่งานโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ เช่น ท่าเรือ สนามบิน และรถไฟความเร็วสูง นำเสนอผลิตภัณฑ์ จระเข้ รีแพร์ มอร์ต้า สำหรับซ่อมแซมโครงสร้างที่ต้องการการรับแรงอัดสูง
  • SEE JORAKAY EXPERT: กลุ่มสีทาอาคารภายใต้แนวคิด Ecological Paint ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และมีรุ่นที่สามารถลดการปล่อยสารระเหย (Zero VOCs) ได้
  • JORAKAY EASY: แบรนด์น้องใหม่ที่ปรับมุมมององค์กรให้เข้าหาฝั่งเจ้าของบ้านและไลฟ์สไตล์มากขึ้น นำเสนอชุดซ่อมแซมบ้านที่ใช้งานง่าย และเปิดตัวไลน์สินค้า Easy Pet ที่ปลอดภัยต่อทั้งคนและสัตว์เลี้ยงเพื่อรับเทรนด์ Pet Humanization

“ตอนนี้สินค้าของจระเข้ไม่ได้อยู่แค่ในบ้านเหมือนที่ทุกคนคุ้นเคยกัน เพราะปัจจุบันเราไปอยู่ในถนน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในระดับประเทศแล้ว ซึ่งภายในงานสถาปนิก’69 เราก็อยากฉายภาพนี้ให้ชัดเจนขึ้นด้วย” ดร. จิรัฏฐ์ กล่าว และหากสังเกตสินค้าของจระเข้ สินค้าเหล่านั้นจะมาพร้อมกับนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าได้จริง ไม่ได้มาเน้นแข่งขันกับเจ้าตลาดด้วยราคา

แม้ในงานสถาปนิก’69 จระเข้ไม่ได้เน้นขายสินค้า เพราะต้องการแสดงนวัตกรรมให้ผู้บริโภคทั่วไป, กลุ่มช่าง และสถาปนิกให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลง และความหลากหลาย อย่างไรก็ตามจระเข้ได้ทำโปรโมชันสินค้า JORAKAY EASY โดยลดพิเศษสูงสุด 40% เพื่อจำหน่ายเช่นกัน ทั้งนี้สามารถพบบูทจระเข้ที่หมายเลข F113 ในงานสถาปนิก’69 ที่จัดตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 พ.ค. 2569 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ไม่ได้ยั่งยืนแค่บูท แต่ยังยั่งยืนในอีกหลายมิติ

ดร.จิรัฏฐ์ แจ้งต่อไปว่า นอกจากบูทที่มีจุดกำเนิดมาจากความยั่งยืน จระยังได้เปลี่ยนมุมมองในการทำ CSR ให้เป็นไปตามการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ต้องการออกไปมากกว่าแค่สินค้าที่ใช้ในบ้านเช่นกัน ไล่ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์กระดาษรีไซเคิลมากขึ้น ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 49% ซึ่งต้นทุนที่ประหยัดได้จะถูกนำได้จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อปลูก และฟื้นฟูป่าชายเลนในจังหวะสระบุรี และภาคตะวันออก

“จระเข้มีโรงงานอยู่ที่นั่น ซึ่งมันจะดีกว่าถ้าเราช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้กับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นด้วย โดยบริษัทมีเป้าหมายการดูแลรักษาป่าชายเลนยาวนานต่อเนื่องถึง 10ปี ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมให้เกิดการหมุนเวียน” ดร.จิรัฏฐ์ กล่าว โดยสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่โรงงาน และสำนักงานของจระเข้ปัจจุบันมาจากโซลาร์เซลล์แล้ว 30%

อีกมิติคือความยั่งยืนเรื่องคน เพราะการจะเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ไม่สามารถขาดแรงงานที่มีทักษะได้ จระเข้จึงลงทุนสร้างสังคมของช่างก่อสร้างผ่าน Jorakay Academy ที่ผ่านมามีช่างฝีมือผ่านการอบรมแล้วกว่า 30,000 คน โดยร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานอาชีวศึกษา เพื่อออกใบรับรองมาตรฐานทักษะแรงงาน ช่วยให้ช่างไทยสามารถเรียกค่าแรงได้สูงขึ้นตามทักษะ

ส่อง New S-Curve ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แบรนด์

แม้รายได้หลักของบริษัทฯ ยังคงเป็นกลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนว แต่ตัวขับเคลื่อนการเติบโตหรือ New S-Curve ของบริษัทในยุคนี้คือกลุ่ม เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง เพราะมีโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่กว่า และถึงจะมีเจ้าตลาดอยู่แล้วในหลากหลายกลุ่มสินค้า แต่บริษัทพร้อมนำนวัตกรรมเข้าไปใส่ในสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่าง อีกทั้งการบุกเข้าตลาดผู้บริโภคทั่วไปก็ยังเพิ่มการรับรู้ให้กับแบรนด์อีกด้วย

และยังมีอีกกลุ่มสินค้าที่น่าจับตาคือ สีจระเข้ ที่เน้นนวัตกรรมจากวัตถุดิบธรรมชาติภายใต้แนวคิด Ecological Paint ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนจุดยืนด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม โดยในงานสถาปนิก’69 จระเข้ ได้เปิดตัวสีจระเข้รุ่นใหม่ 4 รายการ เช่น สีจระเข้ อีซี่คลีน จี พลัส พรีเมี่ยม สีอิมัลชั่นพรีเมียม สำหรับทาภายในชนิดด้าน ผสานเทคโนโลยีกราฟินช่วยยับยั้งไวรัส-แบคทีเรีย พร้อมช่วยดูดซับสารฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้จระเข้ยังมีเป้าหมายขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสใหม่หลังจากสามารถครองตลาดกลุ่มสินค้ากาวซีเมนต์ยาแนว โดยการขยายตลาดนั้นไม่ใช่แค่ประเทศเพื่อนบ้านที่ทำมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เป็นการเข้าไปถึงพื้นที่เอเชียใต้ และแอฟริกา ซึ่งการเดินหน้ากลยุทธ์นี้นอกจากเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ ยังกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างหนักในโลกปัจจุบัน

Brand Inside มองว่า การขยับตัวของจระเข้ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องผู้นำตลาดไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบความสำเร็จเดิม การหยิบ Pain Point ของอุตสาหกรรมมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมสินค้า ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนและการพัฒนาบุคลากร คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้แบรนด์ไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

โดยเฉพาะในยุคที่การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและองค์กร ถูกขับเคลื่อนด้วยคุณค่าที่มากกว่าแค่เรื่องของราคา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา