โลกว่าอยู่ยากแล้ว ที่ทำงานอยู่ยากกว่า เมื่อองค์กร-หัวหน้า-ลูกน้องไม่เข้าใจกัน จนเกิดเป็น ‘ความย้อนแย้ง’ ที่ไม่มีทางออก

คุณเคยอยากลองผ่าสมองเพื่อดูความคิดของมนุษย์ที่ชื่อว่า ‘หัวหน้า’ ไหม?

stress

สำหรับหลายคน หัวหน้าอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากเหลือเกิน เอะอะอะไรก็อยากให้ใช้ AI ทั้งๆ ที่ตัวเองยังทะเลาะกับเน็ตบริษัทอยู่ หรือบางที ก็มาพร้อมกับเป้าหมายอันใหญ่ยิ่ง โดยไม่ดูความเป็นจริงเลยว่าเป็นไปได้ไหม

ขณะเดียวกัน หัวหน้าก็คงไม่เข้าใจ ‘ลูกน้อง’ เหมือนกัน เช่น ทำไมน้องๆ ถึงไม่อยากทำงานอะไรเลย? หรือทำไมเด็กที่เข้ามาใหม่ถึงดูไม่ค่อยอดทน?

ยิ่งถ้ามาดูในภาพใหญ่อย่าง ‘องค์กร’ รายนั้นยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ เพราะไม่งั้นหลายคนคงได้ปริมาณโบนัสที่สอดคล้องกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มให้บริษัทไปแล้ว

สุดท้าย ความไม่เข้าใจแบบนี้ก็นำไปสู่การตีกรอบเป็นนิยามศัพท์มากมาย เช่น Gen Z ไม่อดทน เด็กรุ่นใหม่ขี้เกียจ ซีเนียร์ดีแต่สั่งงาน มนุษย์ป้า Gen X ไม่เท่าทันโลก หรือนายทุนหน้าเลือด

กลายเป็นว่าแต่ละฝ่ายต่างเป็นปรปักษ์ต่อกันและกัน ทั้งๆ ที่ทำงานภายใต้บริษัทเดียวกัน เช่นนี้ องค์กรรวมถึงบุคลากรจะเติบโตได้อย่างไร?

ความย้อนแย้งที่นำไปสู่ความยุ่งเหยิง

People Performance Conference 2026
‘โน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต’ Head of Talent Management & Organization Culture Department สถาบันการเงินชั้นนำ

‘โน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต’ Head of Talent Management & Organization Culture Department สถาบันการเงินชั้นนำ เผยว่า นี่คือตัวอย่างของ ‘ความย้อนแย้ง’ ที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

ภายในงาน People Performance Conference 2026 ‘โน้ต’ อธิบายว่า ความย้อนแย้งเป็นเหมือนกับลูกศรที่วิ่งสวนกันและไปตามทางของตนเองเรื่อยๆ ไม่มีวันบรรจบกัน ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะมองข้ามมันไป สุดท้าย ความย้อนแย้งอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งที่ยุ่งเหยิง

กลับกัน จากที่เคยมองว่าความคิดของอีกฝ่ายย้อนแย้งกับตนเองขนาดไหน ลองเปลี่ยนเป็นความคิดว่าแต่ละคนมีความต้องการอะไรบ้าง

  • ลูกน้อง: ต้องการการเติบโตและอิสรภาพ
  • หัวหน้า: อยากให้ทีมทำได้ตามเป้า และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
  • องค์กร: ต้องการความสำเร็จในภาพรวม กำไรดี ต้นทุนต่ำ พร้อมมาตรฐาน

โน้ตกล่าวว่า ทุกฝ่ายต่างก็มีสมรภูมิที่ต้องต่อสู้ในทุกวันเป็นของตนเอง ดังนั้น จะดีกว่าไหม หากลูกน้อง หัวหน้า และองค์กร ลองถอยออกมา เพื่อสร้างสมดุลตรงกลางให้เข้าใจตรงกัน?

เราทำงานกันแบบครอบครัว แต่ครอบครัวแนวไหน?

“ที่นี่เราทำงานกันแบบครอบครัว” คือคำพูดติดปากของหลายองค์กรที่เราเคยได้ยินมา จนคนมักติดตลกกันไปว่า สงสัยจะเป็นครอบครัวแบบเลือดข้นคนจาง

โน้ตเผยว่า สาเหตุที่เหล่าผู้นำชอบมององค์กรเป็นครอบครัว เพราะเชื่อว่ามันจะให้ความรู้สึกอบอุ่นแก่พนักงานหลายคน แต่เคยถามตนเองไหมว่า ความเป็นครอบครัวของตนเองนั้นเข้าใจความเป็นมนุษย์ขนาดไหน?

“หลายองค์กร performance ระเบิดบึ้ม เก่งมากเลย วันนี้ทุกคนดีมาก ประสบความสำเร็จ พอ turn ออกมาเป็นโบนัสปุ๊บ แทบร้องไห้ พนักงานมือสั่นเลย เพราะไม่รู้จะใช้ยังไงหมด เพราะมันหมดไปแล้ว”

โน้ตกล่าวว่า องค์กรที่ดีต้องเติมความเป็นมนุษย์เข้าไป เพราะโลกทุกวันนี้ก็ไม่ใจดีกับใคร แถมเต็มไปด้วยความเครียด ดังนั้น อย่าทำให้ชีวิตประจำวันของพนักงานกลายเป็นเรื่องยากกว่าเดิม

สำหรับโน้ตแล้ว สิ่งที่องค์กรควรทำคือ

  1. สื่อสารให้พนักงานทราบว่าองค์กรกำลังไปในทิศทางไหน และบุคลากรจะได้อะไรจากความสำเร็จนี้
  1. สร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับความเห็นของทุกคน ส่งเสริมให้พนักงานกล้าพูด เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา
  1. อย่ารักไปขู่ไป เช่น AI มาแล้ว พวกแกตกงานแน่ เพราะเป็นคำพูดที่ไม่ช่วยให้พนักงานคิดได้ว่าควรทำอย่างไรต่อ

หัวหน้าคือคนกลางระหว่างลูกน้องกับองค์กร

มาลองดูในฝั่งของหัวหน้ากันบ้าง เพราะในมุมของโน้ตแล้ว ตำแหน่งนี้คือ ‘เดอะแบก’ ที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างลูกน้องกับองค์กร

โน้ตเชื่อว่า องค์กรที่ดีต้องทำให้หัวหน้าเป็นคนกลางได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่หลายองค์กรกลับให้แค่อำนาจ แล้วเปลี่ยนคำสั่งไปมา จนหัวหน้ากลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือในสายตาลูกน้อง

ขณะเดียวกัน ลูกน้องหลายคนก็มักมองว่าหัวหน้าคือฝั่งตรงข้าม เนื่องจากหัวหน้ามีนิสัยจู้จี้จุกจิก ไม่ปล่อยให้เด็กๆ ในทีมได้มีอิสระในการลองผิดลองถูกบ้าง

สำหรับประเด็นนี้ โน้ตแนะนำว่า หัวหน้าที่ดีควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ให้อิสรภาพกับลูกน้องในกระบวนการทำงาน และค่อยมาวัดผลอย่างจริงจังทีหลัง เพื่อสะท้อนว่าวิธีการของน้องๆ สำเร็จจริงหรือเปล่า

ไม่มีลูกน้อง ไม่มีองค์กร

คุณอย่าคิดนะว่าการที่ตนเองเป็นเพียงพนักงานระดับล่างสุดของบริษัทแล้วมันจะไม่มีความหมายอะไร เพราะในสายตาของโน้ต ลูกน้องนี่ล่ะคือ ‘ฮีโร่’ ตัวจริง

โน้ตทราบดีว่า ปัจจุบัน พนักงานเจอเรื่องหนักๆ มากมายขนาดไหน แต่ต่อให้จะโกรธองค์กรหรือหัวหน้าเท่าไร ต้องอย่าลืมเป็นมืออาชีพด้วย

โน้ตแนะนำว่า สิ่งที่ลูกน้องยังต้องทำต่อไป แม้โลกไม่ใจดีกับเรา คือ 

  1. ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด 
  2. อย่ายึดติดว่าต้องทำแค่งานบางอย่างเท่านั้น 
  3. ขยันให้ถูกที่
  4. แคร์ให้ถูกคน
  5. ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“สุดท้ายแล้ว ทุกคนควรจะมี Psychological Safety ให้กันและกัน เป็น Peace of Mind ให้กันและกัน หัวหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกน้อง องค์กรก็เช่นกัน ลูกน้องก็ต้องไม่ท็อกซิก เราก็ต้องไม่โยนทุกอย่างให้หัวหน้าไปหมด เราต้องทำหน้าที่ของเรา เพราะหน้าที่ของเรา ถ้ามันถูกเติมเต็ม มันจะเป็น Psychological Safety ให้ผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกัน” โน้ตกล่าวทิ้งท้าย

Brand Inside หวังว่า บทความนี้จะทำให้องค์กร หัวหน้า กับลูกน้องเข้าใจกันมากขึ้น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง หากมีแค่เราพยายามเข้าใจคนอื่นๆ อยู่ฝ่ายเดียว การเปลี่ยนแปลงย่อมไม่เกิด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา