ในวันที่ AI ยังถูกนำโดยผู้เล่นรายใหญ่จากสหรัฐฯ และจีน ซึ่งแข่งกันที่โมเดลขนาดใหญ่ อีกแนวทางก็เริ่มชัดขึ้น นั่นคือการแข่งกันที่ ‘ความเข้าใจธุรกิจ’ และ ‘ข้อมูลเฉพาะทาง’

ในประเทศไทย หนึ่งในบริษัทที่กำลังเดินในแนวทางนี้คือ ‘Amity’ (อะมิตี้) บริษัทเทคของทายาทตระกูล ‘เจียรวนนท์’ ที่เลือกพัฒนาโซลูชันสำหรับองค์กร โดยโฟกัส ‘Vertical AI’ และ ‘Agentic AI’ ที่สามารถนำไปใช้งานจริงในธุรกิจได้ทันที
‘กรวัฒน์ เจียรวนนท์’ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Amity อธิบายว่า บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าเป็นผู้สร้างโมเดลแบบ ‘OpenAI’ แต่เลือกพัฒนา AI ที่ใช้ข้อมูลเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ข้อมูลคอลเซ็นเตอร์ หรือข้อมูลในธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นระดับโลกเข้าถึงได้ยาก แนวทางนี้ทำให้ AI ของ Amity มีความแม่นยำในบริบทธุรกิจ และสร้างมูลค่าได้จริง
เบื้องหลังโมเดลธุรกิจนี้ คือโครงสร้างของ Amity ในฐานะกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ และ AI ที่ก่อตั้งในประเทศไทย ให้บริการในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) และมีศูนย์วิจัย ARAC เป็นแกนหลักในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเชื่อมต่อเข้ากับธุรกิจในเครือ เช่น Amity Solutions, Amity Accentix, Tollring, EGG Digital, และ Amity-Nordstar เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่ครบวงจร
ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2567 Amity Solutions และบริษัทแม่ Amity Corporation ได้ระดมทุน Series C มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.2 พันล้านบาท โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นฮับของการพัฒนา Generative AI ผ่านการลงทุนใน AI Labs และการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานสู่การเติบโตในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับภูมิภาค ผู้บริหารของ Amity มองตรงกันว่า ‘เอเชียตะวันออกเชียงใต้’ แม้จะมีข้อได้เปรียบด้านทาเลนต์ แต่กลับมีข้อจำกัดด้าน ‘ขนาดตลาด’ โดยเฉพาะในฝั่งซอฟท์แวร์องค์กร (enterprise software) ที่ยังเล็กเมื่อเทียบกับยุโรปหรือสหรัฐฯ
‘กรวัฒน์’ ระบุว่า ต่อให้มีทีมวิจัยที่แข็งแกร่งเพียงใด หากไม่มีตลาดที่ใหญ่พอ ก็ยากที่จะสร้างสเกลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินทุน และทรัพยากรจำนวนมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Amity เลือกขยายธุรกิจไปยังยุโรป แทนที่จะเข้าไปแข่งขันในสหรัฐฯ โดยตรง เพราะยุโรปยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่เข้าไปเติบโตได้ และเอื้อต่อการเข้าซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจ
กลยุทธ์นี้สะท้อนผ่านแนวทาง ‘Build, Buy, Bridge’ ที่ Amity ใช้ในการเติบโต โดย
- Build คือการพัฒนาเทคโนโลยี AI ภายในองค์กรผ่านศูนย์วิจัย ARAC เพื่อสร้างขีดความสามารถในระยะยาว
- Buy คือการเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
- Bridge คือการนำทุกส่วนมารวมกันเพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์
ในมุมของนักลงทุน แนวทางนี้ตอบโจทย์การแข่งขันในยุคที่ AI ไม่ได้วัดกันแค่เทคโนโลยี แต่รวมถึง ‘ข้อมูล’ และ ‘การเข้าถึงลูกค้า’ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบระยะยาว
ด้าน ‘เคง เถ็ก ก๋วย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Amity เสริมว่า ภาพรวมของตลาด VC ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับภาวะเงินลงทุนที่ลดลง ขณะที่เม็ดเงินจำนวนมากไหลไปสู่บริษัท AI ขนาดใหญ่ระดับโลก ทำให้บริษัทที่ต้องการเติบโตต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน และแตกต่างเพื่อดึงดูดนักลงทุน
หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Amity คือการลงทุนในศูนย์วิจัย AI ที่ ‘สิงคโปร์’ ซึ่งถูกวางให้เป็นฮับสำหรับการดึงดูดทาเลนต์ระดับโลก และสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยี
‘เยิง เจีย ลี’ Senior Partner ‘EDBI’ บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital มองว่า การขยายศูนย์วิจัย ARAC ไปยังสิงคโปร์จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนา AI และการเข้าถึงอีโคซิสเต็มระดับโลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายธุรกิจในระยะยาว
ขณะที่ ‘ทัชพล ไกรสิงขร’ ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด้าน AI กรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Amity ระบุว่า บริษัทกำลังเร่งพัฒนา Agentic AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการธุรกิจจริง และต่อยอดจาก Vertical AI เพื่อให้เกิดการใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
แม้จะมีการเติบโตในระดับสากล แต่ผู้บริหารของ Amity มองว่า ระบบนิเวศของไทยยังไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญในเชิงนโยบาย โดยไทยยังไม่ได้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินไปเมื่อเทียบกับบางประเทศ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักยังคงอยู่ที่ขนาดของตลาด ซึ่งต้องใช้เวลาในการเติบโต
ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2570 โดยกำลังพิจารณาตลาดในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือไทย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระดับโลก
ล่าสุด Amity เพิ่งประกาศระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3.2 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีล Generative AI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเงินทุนจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนา AI การขยายธุรกิจในยุโรป และการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม
ในภาพใหญ่ Amity กำลังสะท้อนให้เห็นอีกหนึ่งทางเลือกของบริษัท AI จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไม่ได้พยายามแข่งกับยักษ์ใหญ่ในสนามเดียวกัน แต่เลือกสร้างความได้เปรียบในพื้นที่ที่ตัวเองเล่นได้ โดยมีคู่แข่งเป็นบริษัทเทคระดับโลกที่มีทั้งเงินทุน ข้อมูล และสเกลเหนือกว่าอย่างชัดเจน
- Amity สตาร์ทอัป ฝีมือหลานเจ้าสัวธนินท์ ปิดดีลระดมทุน Series C 2.2 พันล้าน
- Telenor ขายหุ้น TRUE เกลี้ยงพอร์ต 1.2 แสนล้านให้ “ศุภชัย เจียรวนนท์”
ที่มา: งานแถลงข่าว Amity
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา