เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า

ประเทศไทย นอกจากจะมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนานแล้ว เรายังมี ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่ฝังรากลึกมานานนับทศวรรษด้วย

education

จากฐานข้อมูลของ ‘World Inequality Database’ ตลอดปี 2011-2023 พบว่า ประเทศไทยมีระดับความเหลื่อมล้ำอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน

World Inequality Database นำรายได้ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดร้อยละ 10 (Top 10) มาเทียบกับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 50 (Bottom 50) ของประเทศ ซึ่งผลออกมาว่า ไทยมีอัตราส่วนอยู่ที่ 4.41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (4.19 เท่า) เสียอีก

หากมาเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างนอร์เวย์และสวีเดนที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก ก็ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างได้ชัด เพราะทั้งสองประเทศมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่าเท่านั้น

รายจ่ายเกินครึ่งของคนยากจนคือค่าปัจจัยพื้นฐาน ส่วนคนรวยใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับเรื่องอื่น

‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า ในปี 2024 ประชากรไทยกลุ่มที่มี ‘รายจ่ายต่ำ’ มีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก โดยรายจ่ายมากกว่าครึ่งของกลุ่ม 20% ล่าง ถูกใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

กลับกัน สภาพัฒน์พบว่า กลุ่มประชากร ‘รายจ่ายสูงสุด 10% แรก’ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ยานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชน และการศึกษาขั้นสูง

จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของกลุ่มประชากรรายจ่ายสูงล้วนเป็นเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับ ‘คุณภาพชีวิต’ ที่ดี ขณะที่ประชากรรายจ่ายต่ำสามารถใช้จ่ายแค่กับปัจจัยพื้นฐานในชีวิตเท่านั้น 

เมื่อรายได้ต่ำ รายจ่ายก็ย่อมต่ำไปด้วย และในเมื่อคนเราต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่ยกระดับคุณภาพชีวิตในแง่อื่นๆ อย่างการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณสุขที่ทันท่วงที หรือโอกาสทางการศึกษาจึงยังเป็นข้อจำกัดของกลุ่มคนยากจน

เด็กบ้านรวยจ่ายเงินเพื่อการศึกษาสูงกว่าเด็กรายได้ต่ำเกิน 8 เท่า

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีในปี 2024 คือภาพรวมอัตราการเข้าเรียนของเด็กทุกกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มี ‘เศรษฐฐานะ’ (สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม) สูงสุดกับต่ำสุดในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษายังอยู่ที่ราวๆ 11.08 เท่า

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สภาพัฒน์ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะสูงสุดมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานเฉลี่ย 55,858 บาทต่อคน ขณะที่กลุ่มครัวเรือนเศรษฐฐานะต่ำสุดมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 6,846 บาทต่อคน ต่างกันมากถึง 8.16 เท่า

ด้วยเหตุนี้ เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะต่ำจึงมีข้อจำกัดด้านการศึกษามากมาย เช่น การเลือกสถานศึกษา และการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมศักยภาพ ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีโครงการเรียนฟรีสนับสนุน แต่ก็ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ช่วยยกระดับความสามารถเยาวชนเลย

กลับกัน เด็กที่มาจากเศรษฐฐานะสูงมีโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ และกิจกรรมเสริมสร้างทักษะอย่างหลากหลายมากกว่า ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถไปต่อยอดสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นอีกได้

สภาพัฒน์มองว่า ช่องว่างนี้ยังอยู่ในระดับที่สูงและน่าเป็นห่วง ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของเด็กๆ ในระยะยาว ทั้งในแง่การพัฒนาตนเอง การเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างรายได้ ทำให้สุดท้ายก็ต้องวนลูปความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากพิจารณาแง่มุมอื่นๆ เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข สวัสดิการ และโครงสร้างพื้นฐาน สภาพัฒน์เองก็ยังเห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นอยู่มาก

ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วไหมที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจะเข้ามาช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทย ให้เด็กๆ ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง พร้อมเลี้ยงชีพตนเองได้

หรือสุดท้าย ประเทศไทยก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำแบบนี้ต่อไป?

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา