“อย่าคิดว่าชีวิตจะเหมือนเดิมอีกต่อไป” เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ลุกลามจนกระทบแหล่งพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง กลายเป็นแรงกระแทกลูกใหญ่ที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจไทยโดยตรง

ล่าสุด ‘ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล’ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนชัดว่า ภาพเศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้ม “แย่ลงกว่าที่คิด” ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซัพพลายเชนที่สะดุด และค่าขนส่งที่แพงขึ้นทั่วทั้งระบบ ซึ่งจะไหลไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และกำลังซื้อของคนไทยหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แรงกระแทกนี้กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ตั้งแต่โควิด-19 ขณะที่ภาครัฐเองก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณจากวิกฤตที่ผ่านมา ทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก ภาคเอกชนชะลอการลงทุนเพราะมองไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส
สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับมหภาคเท่านั้น แต่กำลังไหลลงมาถึงระดับชีวิตประจำวันของคนไทยโดยตรง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความเสี่ยงของการขาดแคลนสินค้าในบางพื้นที่ และโอกาสที่รายได้จะลดลง
‘วิทวัส’ จึงแนะนำให้ประชาชน “ตั้งต้นคิดใหม่” ด้วยการประเมินสถานการณ์ในมุมที่แย่ที่สุด เช่น หากรายได้หายไปครึ่งหนึ่ง หรือถูกเลย์ออฟภายใน 3-6 เดือน จะยังสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ พร้อมทั้งต้องเริ่มจัดการสภาพคล่องของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดรายจ่าย ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในมุมของตลาดแรงงาน ผลกระทบมีแนวโน้มกระจุกตัวในบางกลุ่มอาชีพก่อน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
- กลุ่มเกษตรกรที่ต้องเจอกับต้นทุนปุ๋ยและวัตถุดิบที่สูงขึ้น
- กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ที่แบกรับต้นทุนน้ำมันโดยตรง
- กลุ่มการท่องเที่ยวและการบินที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
- กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีความเปราะบางสูงอยู่แล้ว และอาจต้องเจอกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจนต้องก่อหนี้เพิ่ม
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าอาจลากยาวต่อเนื่องหลายเดือน และสะเทือนเศรษฐกิจไทยไปตลอดทั้งปี 2569 จากทั้งการฟื้นตัวของแหล่งพลังงานที่ต้องใช้เวลา และภาระของกองทุนน้ำมันที่ต้องกลับมาเก็บเงินชดเชยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส โดย ‘วิทวัส’ เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากตะวันออกกลาง รวมถึงปรับกติกาเพื่อเอื้อให้ต่างชาติเข้ามาพำนัก และลงทุนในไทยระยะยาวมากขึ้น ทั้งในด้านวีซ่า การอยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากวิกฤตโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ‘วิทวัส’ สะท้อนว่า โจทย์ใหญ่ของไทยในรอบนี้ไม่ใช่แค่การ ‘ประคองตัว’ แต่คือการยอมรับความจริงว่า โลกกำลังเปลี่ยน และชีวิตทางเศรษฐกิจของคนไทยก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ในวิกฤตรอบใหม่ที่กำลังคืบเข้ามาอย่างเงียบๆ
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา