กรณีศึกษา ‘เกษตรกรไทย’ ในอำเภอเชียงคำ ปลูกมันฝรั่งให้ ‘เลย์’ 3 เดือน รายได้ทะลุ 2 แสนบาท

คุณคิดว่าเกษตรกรไทยปลูก ‘มันฝรั่ง’ ได้เดือนละกี่บาท?

เลย์

‘เกษตรกร’ เป็นอาชีพที่หลายคนมักติดภาพจำว่ามีความไม่แน่ไม่นอนสูง เนื่องจากไม่ค่อยมีการการันตีราคาผลผลิต แถมการเพาะปลูกยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศหรือภัยพิบัติ

นอกจากนี้ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด และหากเลือกได้ คงไม่มีใครอยากมาทำ

แต่ ‘ภูรินทร์ โชติมา’ และ ‘สุมิตรา ใจดี’ สองเกษตรกรชาวไทยในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ไม่คิดเช่นนั้น เพราะพวกเขาทั้งคู่เป็นคน ‘เลือก’ ที่จะประกอบอาชีพนี้เอง แถมยังมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวด้วย

อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์และสาวนักเรียนนอกที่ตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรในเชียงคำ

Lay's
‘ภูรินทร์ โชติมา’ และ ‘สุมิตรา ใจดี’ สองเกษตรกรชาวไทยในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

เดิมทีแล้ว ‘ภูรินทร์’ เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด และเคยทำงานเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ให้บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าหนึ่ง ก่อนจะมาเปิดบริษัทส่วนตัวเกี่ยวกับเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ภูรินทร์เริ่มเบื่อกับงานบริหารแล้ว ประจวบกับมีแฟนเป็นคนเชียงคำ จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน พร้อมประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรบนที่ดินของบ้านภรรยา

ขณะเดียวกัน ‘สุมิตรา’ คือคนเชียงคำแท้ที่พ่อแม่ก็เป็นเกษตรกรเช่นกัน โดยทีแรก เธอเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ และทำงานที่นั่นประมาณ 2-3 ปี ถึงค่อยกลับมาช่วยงานที่บ้าน

ทั้งนี้ ทำไปได้สักพัก สุมิตรารู้สึกว่าตนเองยังอยากเรียนรู้โลกมากขึ้น จึงตัดสินใจไปต่างประเทศเพื่อเรียนหนังสือและทำงาน แต่พอพ่อแม่เริ่มมีอายุ เธอก็กลับบ้านมาเพื่อเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว

สุมิตราเผยว่า ในละแวกนี้ มีเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ถึง 40% เลย แถมเริ่มมี Gen Z เข้ามาทำแล้ว โดยเธอบอกว่า “มันเหมือนเป็นวัฏจักร เราเห็นพ่อทำ เราก็ทำตามพ่อ เพราะว่ามันเป็นที่ดินของเราด้วย และเป็นบ้านเกิด ถ้าจะไปกรุงเทพฯ ไปต่างประเทศ ยังไงเราก็ต้องกลับมา”

ปลูกมันได้ฤดูละเป็นแสน รายได้ดีสุดเมื่อเทียบกับพืชพันธุ์อื่น

Lay's

อย่างไรก็ตาม การทำอาชีพเกษตรกรนั้นมีอุปสรรคจริง เพราะขนาดภูรินทร์ที่ทำเกษตรมานานถึง 22 ปี ยังบอกว่า สมัยก่อน ชาวบ้านต้องลงทุนเองหมดเลยในการปลูกพืช แถมยังมีช่วงที่นาว่าง และปลูกได้แค่ข้าวโพดกับข้าวสลับไปมา

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ ‘เลย์’ (Lay’s) ติดต่อเอาพันธุ์ของมันฝรั่งมาให้เกษตรกรปลูก ส่งผลให้วัฏจักรการปลูกเปลี่ยนไป สามารถสลับการปลูกมัน ข้าว และข้าวโพดได้ทั้งปี และก็ไม่มีช่วงที่นาว่างอีกต่อไป

ที่สำคัญ สุมิตราอธิบายว่า เลย์ประกันราคาการปลูกมันไว้ที่ราวๆ 13 บาทต่อกิโลกรัม แถมยังออกค่าหัวพันธุ์ ปุ๋ย และยาด้วย ส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกมันแทบไม่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายใดๆ มากมาย นอกจากค่าแรงงานที่คิดเป็นรายวันในช่วงหว่านกับเก็บเกี่ยว

ภูรินทร์เสริมว่า การปลูกมันฝรั่งใช้เวลาไม่นาน เพราะปลูกแค่ 3 เดือนก็เก็บผลผลิตได้แล้ว โดยไร่หนึ่งมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 4 ตัน

“ปีที่แล้วผมทำอยู่ 5 ไร่ ต้นทุนประมาณ 80,000 โดยเฉลี่ย แต่ว่ารายได้เวลาสามเดือน ขายได้ประมาณ 2.6 แสน ซึ่งถ้าเอามาหารเป็นรายได้ ก็เฉลี่ยเดือนนึง 7-8 หมื่นบาท ซึ่งก็ถือว่าในระยะเวลาสามเดือน ก็เป็นรายได้ที่ค่อนข้างเยอะ” ภูรินทร์กล่าว

จากตัวเลขนี้ เมื่อเทียบกับรายได้ของการปลูกพืชพันธุ์ชนิดอื่นแล้ว ภูรินทร์มองว่า การปลูกมันฝรั่งทำรายได้ดีที่สุด เพราะอย่างในปีที่ผ่านมา ข้าวโพดก็เป็นพืชที่เกษตรกรหนักใจมาก เนื่องจากไม่มีการประกันราคา แถมเจอฝนตกชุก ทำให้ผลผลิตไม่ดี

ด้านสุมิตรามองว่า “รายได้โอเคกว่าพืชชนิดอื่นมาก เพราะว่าก่อนที่จะเข้ามา ส่วนมากเขาจะปลูกหอมแดง กระเทียม แต่ว่าราคามันถูก ประมาณ 4-5 บาท มันก็ไม่พอสำหรับเกษตรกรอย่างเรา ทุกวันนี้ เกษตรกรหันมาปลูกมันหมดเลย เพราะใช้ระยะเวลาน้อย ต้นทุนก็สูงอยู่ แต่ก็พอเพียง หักลบก็เหลือเพียงพอต่อครอบครัว”

เลย์เน้นใช้มันฝรั่งจากฝีมือเกษตรกรไทยกว่า 4,830 ครัวเรือน

Lay's
‘อานนท์ สุนทรนนท์’ ผู้จัดการฝ่ายเกษตร ประจำ PepsiCo ประเทศไทย

จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่เกษตรกรในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาเท่านั้นที่ทางเลย์หรือ ‘PepsiCo ประเทศไทย’ นำหัวพันธุ์ไปให้ปลูก เพราะทางบริษัทมีเครือข่ายเกษตรกรกว่า 4,830 ครัวเรือนใน 9 จังหวัดคือ พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร และนครพนม

‘อานนท์ สุนทรนนท์’ ผู้จัดการฝ่ายเกษตร ประจำ PepsiCo ประเทศไทย เผยว่า ปัจจุบัน สัดส่วนมันฝรั่งที่บริษัทใช้มาจากประเทศไทยประมาณ 60% รวมเป็นราว 1 แสนตันต่อปี ขณะที่อีก 40% นำเข้าจากเอเชียและยุโรปเพื่อนำมาใช้ในช่วงที่สภาพอากาศไทยไม่เหมาะกับการเพาะปลูก

นอกจากที่ PepsiCo จะเป็นคนลงทุนในหัวพันธุ์กับปุ๋ยต่างๆ ให้เกษตรกรในพันธสัญญาแล้ว ทางบริษัทยังมีทีมงาน ‘Agro’ คอยเข้ามาดูแลและให้ความรู้เกษตรกรไทยด้วย 

อย่างเรื่อง ‘การเผา’ ที่เป็นหนึ่งปัจจัยของการเกิดปัญหามลพิษทางอากาศของภาคเหนือ ทีมงาน Agro ก็เข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกรที่ร่วมงาน จนสามารถทำให้เกษตรกรในพื้นที่เลิกเผาได้

“เราให้ความรู้ว่าจริงๆ แล้วถ้าเขาปลูกข้าวโพดหรือข้าว 1 ไร่ ถ้าเขาไถกลบลงไป เขาได้พวกธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม คิดๆ ดูแล้ว ปีนึง ถ้าเขาทำ 2 รอบแล้วเขาไถกลบไป แทนที่จะเผา เขาได้ปุ๋ยกลับมาฟรีๆ เลยเกือบ 1 กระสอบต่อไร่ พอชาวบ้านเข้าใจ เขาก็เริ่มเห็นแล้วว่ามันมีประโยชน์ที่จะไถมากกว่า และมันช่วยรักษาจุลินทรีย์ที่ดีในดินด้วย” อานนท์กล่าว

ในอนาคต PepsiCo มีแผนขยายพื้นที่ปลูกมันฝรั่งเพิ่ม โดยอานนท์มองว่า อาจขยายไปในอำเภอใกล้เคียงก่อน ซึ่งการเลือกพื้นที่เพาะปลูกก็สำคัญ เนื่องจากต้องปลูกในสภาพอากาศเย็น กลางวันกับกลางคืนต้องมีอุณหภูมิต่างกันอย่างน้อย 10 องศา และมีแหล่งน้ำเพียงพอ

Brand Inside มองว่า ท่ามกลางผู้คนที่มองอาชีพเกษตรกรในแง่ลบ หารู้ไม่ว่า หากขาดกลุ่มคนเหล่านี้ไป แม้แต่เลย์ เราก็คงหาบริโภคไม่ได้

ดังนั้น ในเมื่อเกษตรกรเป็นอาชีพที่ดูแลปากท้องคนไทยมายาวนาน เราก็หวังว่าในอนาคต ทั้งภาครัฐและเอกชนจะมาร่วมกันสนับสนุน เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวไทยสามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่อไป พร้อมมีรายได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา