ใครไม่อยากสมองล้า ลองอ่านบทความนี้ดีๆ เพราะพฤติกรรมการใช้ AI ของคุณ อาจกำลังกระตุ้นอาการนี้อยู่

วิจัยล่าสุดจาก ‘Harvard Business Review’ พบว่าการใช้ AI ช่วยทำงานมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะสมองล้าจากการใช้ AI หรือที่นักวิจัยเรียกว่า ‘AI Brain Fry’
จากการสำรวจพนักงานประจำในสหรัฐฯ จำนวน 1,488 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่า พนักงานบางส่วนเริ่มมีอาการสมองตื้อ ปวดศีรษะ และตัดสินใจช้าลง หลังใช้งาน AI ช่วยทำงานบ่อยๆ ซึ่งนักวิจัยมองว่า นี่อาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI ที่กำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้นในองค์กร
‘Matthew Kropp’ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย และเป็น Managing Director ของ Boston Consulting Group ระบุว่า อาการนี้เริ่มเห็นได้ในกลุ่มที่ใช้ AI อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะวิศวกรซอฟต์แวร์ที่เป็นกลุ่ม ‘early adopters’ และเริ่มใช้ AI หลายตัวทำงานร่วมกัน
เขาเตือนว่า การทำงานกับ AI หลายตัวพร้อมกัน อาจสร้างภาระทางความคิดมากกว่าที่หลายคนคาดไว้
AI เพิ่มประสิทธิภาพจริง แต่ก็มีขีดจำกัด
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่า AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง แต่ก็มีขีดจำกัด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพนักงานเพิ่มการใช้ AI จากหนึ่งเป็นสองเครื่องมือ ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นจริง แต่เมื่อเพิ่มเป็นสามเครื่องมือ ประสิทธิภาพกลับเพิ่มขึ้นน้อยลง และเมื่อใช้มากกว่านั้น ประสิทธิภาพกลับลดลงแทน
พนักงานระดับผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์รายหนึ่งให้ข้อมูลกับทีมวิจัยว่า เขาใช้ AI หลายเครื่องมือช่วยกันทำงาน ทั้งตัวช่วยวิเคราะห์การตัดสินใจทางเทคนิค ตัวช่วยเขียนร่างเอกสาร และเครื่องมือสรุปข้อมูล แต่การต้องสลับไปมาระหว่างเครื่องมือเหล่านี้ และต้องตรวจสอบผลลัพธ์ตลอดเวลา กลับทำให้การทำงานซับซ้อนขึ้น
เขาเล่าว่า สมองของเขารู้สึกเหมือนมีข้อมูลอัดแน่นอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้รู้สึกเหนื่อยทางร่างกายก็ตาม
‘Kropp’ อธิบายว่าการทำงานกับ AI Agent ไม่ได้เป็นงานที่ทำแบบอัตโนมัติทั้งหมด เพราะมนุษย์ยังต้องตรวจสอบ ตัดสินใจ และควบคุมผลลัพธ์อยู่ตลอด กระบวนการนี้จึงสร้างภาระทางความคิดค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในงานที่ผลลัพธ์ต้องแม่นยำ เช่น การเขียนโค้ดซอฟต์แวร์
เมื่อจำนวน AI Agent ที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้น ความเครียดและภาระทางความคิดก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนบางคนอาจเริ่มถึงจุดที่รับไม่ไหว นักวิจัยจึงแนะนำว่า องค์กรควรวางนโยบายการใช้ AI อย่างระมัดระวัง รวมถึงจัดเวลาพักให้พนักงานอย่างเหมาะสม
องค์กรควรมีนโยบายการใช้ AI อย่างเหมาะสม
‘Kropp’ ระบุว่า หาก AI สามารถทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก องค์กรอาจไม่จำเป็นต้องเร่งให้เพิ่มประสิทธิภาพถึงขีดสุด หากการทำงานที่สมดุลมากกว่าจะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพจิตที่ดี และไม่อยากลาออก
แนวคิดนี้คล้ายๆ กับ ‘Steve Yegge’ วิศวกรซอฟต์แวร์ชาวสหรัฐฯ ที่เคยทำงานในบิ๊กเทคหลากหลาย ซึ่งเสนอว่าบริษัทอาจต้องกำหนดเวลาการเขียนโค้ดด้วย AI ช่วยของวิศวกร ไม่ให้เกินวันละประมาณ 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าการเกิด ‘AI Brain Fry’ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรควรหลีกเลี่ยงการใช้ AI เพราะผลสำรวจยังพบว่า เมื่อ AI ถูกใช้เพื่อแทนงานที่ซ้ำซาก หรืองานรูทีน พนักงานจะรู้สึกหมดไฟในการทำงานลดลง แม้ความล้าทางความคิดจะยังคงมีอยู่บ้าง
ผลสำรวจยังพบอีกว่า ประมาณ 14% ของพนักงานรายงานว่ากำลังเผชิญกับภาวะ ‘AI Brain Fry’ แต่สัดส่วนแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มที่รายงานอาการนี้มากที่สุดคือ ‘สายงานการตลาด’ อยู่ที่ 25.9% รองลงมาคือ ‘ฝ่ายทรัพยากรบุคคล’ 19.3% ‘ฝ่ายปฏิบัติการ’ 17.9% และ ‘วิศวกรซอฟต์แวร์’ 17.8%
ทั้งนี้ ปัจจุบันพนักงานในองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้ AI Agent อย่างจริงจังยังมีจำนวนน้อยมาก โดยมีไม่ถึง 5% ที่อยู่ในระดับการใช้งานขั้นสูง และหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทดลองใช้เทคโนโลยีนี้
- โลกของ ‘พนักงานออฟฟิศ’ เปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะ Claude Cowork?
- เชื่อใครดี? ‘ซีอีโอ’ บอกที่ต้องปลดคนเพราะ AI ส่วน ‘นักวิจัย’ โต้แค่ข้ออ้าง บริษัทอยากลดต้นทุนเท่านั้น
ที่มา: Harvard Business Review, Business Insider
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา