MG รีแบรนด์ตัวเอง จาก ‘รถคุ้มค่า’ สู่การขาย ‘ความเชื่อมั่น’ ตั้งเป้า Top 3 ตลาดรถยนต์ไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘MG’ มักถูกจดจำในฐานะรถที่ ‘คุ้มค่าในราคา’ แต่วันนี้แบรนด์กำลังพยายามเปลี่ยนภาพใหม่ ไปสู่แบรนด์ที่ต้องการสร้าง ‘ความเชื่อมั่นระยะยาว’ ให้กับผู้ใช้งาน

ในปี 2568 ที่ผ่านมา ‘เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี’ และ ‘เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย’ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย มียอดขายรวม 27,007 คัน เติบโตมากกว่า 57% จากปีก่อน และขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย

โดยยอดขายประมาณ 80% มาจากรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่อีก 20% เป็นรถเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด

โมเดลหลักที่ทำยอดขาย ได้แก่ ‘MG4 Electric’ ที่ขายได้กว่า 11,000 คัน (46.4%) ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนต่อเนื่อง 4 เดือน ตามมาด้วย ‘MG S5 EV’ และ ‘MG IM6’ ที่ทำยอดขายได้ดีเช่นกัน

ส่วนกลุ่มรถเครื่องยนต์และไฮบริดอย่าง ‘MG5’ และ ‘MG3 Hybrid+’ ยังมีบทบาทรองรับผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า

แผนธุรกิจปี 2569

‘ต๋า เซิน เซิน’ กรรมการผู้จัดการ เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี เเล่าถึงความสำเร็จของ MG ว่าไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ด้วย และจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และประสบการณ์ลูกค้า

สำหรับปี 2569 MG ตั้งเป้ายอดขายในไทยไว้ที่ 30,000 คัน และต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 5% พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวที่จะขยับขึ้นไปเป็น Top 3 แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในไทยในช่วงทศวรรษที่สองของการทำตลาด

ด้าน ‘ซู๋ว์ หยิ่น’ กรรมการผู้จัดการ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย เสริมว่า แม้ปี 2569 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่บริษัทเชื่อว่า ด้วยทิศทางที่ชัดเจนและโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรง MG จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การพัฒนาพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ให้ครอบคลุมหลายเทคโนโลยี โดยบริษัทจะเดินหน้ากลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Dual Track’ คือพัฒนาทั้งรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด และรถไฟฟ้าควบคู่กันไป เนื่องจากความต้องการของผู้ใช้รถในไทยยังมีความหลากหลาย ทั้งการใช้งานในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด และการเดินทางระยะไกล

ในปีนี้ MG มีแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และรุ่นปรับโฉมอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากงาน ‘มอเตอร์โชว์’ ที่เตรียมเปิดตัว ‘MG IM5’ ในกลุ่มพรีเมียม EV พร้อมด้วย ‘MG Maxus 9’ รุ่นปรับโฉมในกลุ่ม e-MPV และ ‘MG4 Electric’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดลยอดนิยม

แผนเปิดตัวรถ MG รุ่นใหม่ปี 2569-2570

หลังจากนั้นในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม B-segment ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้บริโภคไทย ขณะเดียวกันก็จะมีการปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มากขึ้น รวมถึงเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้เพื่อรองรับลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือกลยุทธ์ ‘GLOCAL’ ซึ่งเป็นการนำมาตรฐานและเทคโนโลยีระดับโลกของแบรนด์มาปรับใช้กับตลาดไทย โดยไม่ใช่แค่ในด้านผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงการตลาดและการขาย เช่น การนำแนวคิด ‘Live Commerce’ มาใช้กับการขายรถยนต์ เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าในยุคดิจิทัล

นอกจากสินค้า MG ยังพยายามยกระดับบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญในตลาดรถยนต์ไทย ‘พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์’ รองกรรมการผู้จัดการ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย บอกว่าปีนี้บริษัทจะผลักดันแคมเปญด้านบริการอย่างจริงจัง เพื่อให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นตั้งแต่ก่อนซื้อรถจนถึงช่วงการใช้งานระยะยาว

ทั้งการขยายเครือข่ายศูนย์บริการเป็น 130 แห่งทั่วประเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารงานบริการ เช่น ระบบ e-Workshop ที่เชื่อมต่อข้อมูลการซ่อมกับผู้จำหน่ายแบบเรียลไทม์ รวมถึงระบบนัดหมายเข้าศูนย์บริการและติดตามสถานะการซ่อมผ่าน LINE

ขยายเครือข่ายศูนย์บริการ MG เป็น 130 แห่งทั่วประเทศ

ด้านการจัดการอะไหล่ บริษัทระบุว่าปัจจุบันสามารถจ่ายอะไหล่ได้ตั้งแต่ครั้งแรกมากกว่า 99% และมีระบบจัดส่งอะไหล่เร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อลดเวลารถค้างซ่อมและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นคือ การรับประกันแบตเตอรี่ และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน หรือ ‘EV Lifetime Warranty’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความกังวลหลักของผู้ใช้รถไฟฟ้า เช่น อายุแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายระยะยาว และมูลค่าขายต่อในตลาดรถมือสอง โดยหากค่าประสิทธิภาพแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่ามาตรฐาน ผู้ใช้สามารถเคลมเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้

ไทยคือฐานผลิตระดับโลก

ในระดับอุตสาหกรรม MG ยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ โดยมีการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานแบตเตอรี่รวมมากกว่า 30,000 ล้านบาท รถรุ่นที่มีปริมาณการผลิตสูงจะถูกผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก

ไม่เพียงเท่านี้ บริษัทมีแผนส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในไทยไปยังยุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Made in Thailand, For the World’ และสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะ ‘ศูนย์กลางการผลิต’ รถยนต์ของ MG ในภูมิภาค

MG กำลังพยายามเปลี่ยนภาพของตัวเอง จากแบรนด์ที่แข่งขันด้วย ‘ราคา’ ไปสู่แบรนด์ที่แข่งขันด้วยคุณค่า เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นระยะยาวของผู้ใช้รถ หากกลยุทธ์นี้เดินหน้าได้ตามแผน การขยับจากอันดับ 5 ของตลาดขึ้นไปสู่ Top 3 ในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินไปสำหรับแบรนด์รถรายนี้ในไทย

ที่มา: งานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมายของ MG ในปี 2026

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา