นับตั้งแต่ Claude Cowork เปิดตัวออกมา ก็เกิดคลื่นความวิตกที่ปกคลุมไปทั่ว

เพราะ AI ตัวใหม่ของ Anthropic เป็น Desktop App ที่สามารถเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ บนเครื่อง และผูกโยงงานระหว่างแพลตฟอร์มได้ สามารถทำงานออฟฟิศได้หลากหลายมาก
เช่น จัดระเบียบไฟล์ในเครื่องแล้วเปลี่ยนเป็นรายงานได้เลย โดยไม่ต้องป้อนบริบทใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กระแสล่าสุดคือ Claude Cowork ถูกมองเป็น AI Agent ที่รู้บริบทขององค์กรเทียบเท่ากับคนทำงานจริง ๆ หรืออาจจะมากกว่าก็ได้ เท่าที่จะมีข้อมูลอยู่ในเครื่อง และเก่งเพียงพอที่จะรู้ว่างานแต่ละแบบควรไปดึงข้อมูลตรงไหนมาใช้บ้าง ไม่ใช่แค่แชตบอตที่เราต้องคอยป้อนโจทย์ บริบท ข้อมูล ให้อยู่ตลอดเวลา
ด้วยความเก่งระดับนี้ ผู้คนจึงเริ่มตระหนักกันว่า Claude Cowork จะไม่กระทบคนทำงานแค่ระดับบุคคล แต่ยังกระทบอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง โลกการทำงานในอนาคต หรือกระทั่งเศรษฐกิจ (ที่ขับเคลื่อนด้วยคน) ไปเลยก็ได้
ถ้าคิดว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องเล็ก หรือมองว่าสังคมตื่นตูมกันเกินไป ก็ขอให้ดูปฏิกิริยาของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลัง Claude Cowork อัปเกรดตัวเองครั้งสำคัญ
ตลาด SaaS เป็นกังวลเพราะ Claude Cowork
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ Anthropic ปล่อยโมเดล Claude Sonnet 4.6 ออกมา ทำให้ความสามารถของ Claude Cowork ที่พัฒนาความสามารถครอบคลุมทั้งการเขียนโค้ด งานความรู้ และการออกแบบ กลายเป็น Agentic AI ที่ทรงพลังบนหน้าเดสก์ท็อปของคนทำงาน

วอลล์สตรีทตอบรับเรื่องนี้ในแง่ร้ายทันที เห็นได้จากดัชนี S&P North American Software Index ที่ร่วงลง 15% มูลค่าของบริษัทในอุตสาหกรรมหายวับ 3 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว
กลุ่มที่เสียหายสุดคือบริษัทในธุรกิจ SaaS (Software-as-a-Service) เช่น
- Thomson Reuters (ซอฟต์แวร์ด้านกฎหมายและภาษี): หุ้นร่วง -5.4%
- Oracle (ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล, ERP และ CRM) หุ้นร่วง -4.5%,
- Salesforce (ซอฟต์แวร์ CRM ที่เน้นงานขาย) หุ้นร่วง -3.8%
- Atlassian (ซอฟต์แวร์ด้านการจัดการงาน) หุ้นร่วง -6.3%
แล้วทำไมหุ้น SaaS ตื่นตระหนกกันแบบนั้น?
คำตอบคือ Claude Cowork เป็นเหมือนสัญญาณว่า Business Model ของ SaaS หรือการทำซอฟต์แวร์มาขายให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มถูกท้าทาย
เช่น เมื่อก่อนหากเราอยากทำ Loyalty Program ก็ต้องไปซื้อซอฟต์แวร์ SaaS เพื่อรวมข้อมูลลูกค้า
แต่ Cowork เปิดให้คนทำงานสร้าง Workflow เพื่อรวมข้อมูลลูกค้าได้เลยแบบไม่ต้องพึ่ง SaaS อีกแล้ว
แม้จะไม่ง่ายที่องค์กรจะรื้อของเดิมแล้วเปลี่ยนมาใช้ Claude Cowork จัดการงานกันเต็มตัว แต่ก็ถือว่ารอยโหว่เล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว
แล้วทำไม Claude Cowork เก่งขนาดนี้?
ลองมาดูอัปเดตของ AI ตัวนี้ในช่วงที่ผ่านมากันก่อน
Anthropic ซึ่งมี Amazon และ Google หนุนหลังในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนน้อยและ Cloud Partner มีผลิตภัณฑ์ AI อยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ
- Claude AI ซึ่งเป็นแชตบอตที่เราคุ้นเคยกัน
- Claude Code เป็น Agentic tool ที่เน้นการสร้าง Coding Workflow ผ่านการสั่งงานใน Command Line ของผู้ใช้ที่เป็น Coder
- Claude Cowork เป็น Agentic tool ที่ช่วยสร้าง Workflow สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่แมสขึ้น ทำงานได้ผ่านแอปบนเดสก์ท็อปได้เลย
นับจากเปิดตัว Claude Cowork ไปได้เดือนกว่า ๆ ล่าสุด Anthropic อัปเดตให้ใช้งาน AI ตัวนี้ได้ผ่าน Windows แล้ว
แถมล่าสุดยังอัปเดตปลั๊กอินเฉพาะทางที่ทำให้ Claude Cowork ทำงานออฟฟิศแบบเจาะจงอุตสาหกรรม เช่น วิศวกรรม, ทรัพยากรบุคคล, การเงิน, ออกแบบ หรือแบรนด์ดิ้ง ได้เก่งขึ้นมาก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Cowork น่ากลัวคือ การที่องค์กรใหญ่ๆ อย่าง Slack, LSEG และ S&P Global ได้เริ่มสร้างปลั๊กอินของตัวเองเพื่อมาเชื่อมต่อกับระบบนี้โดยเฉพาะแล้ว
หมายความว่า AI Agent ตัวนี้สามารถทำงานที่ซับซ้อนข้ามแพลตฟอร์มได้ในระดับลึก เช่น การดึงข้อมูลการเงินจาก S&P Global มาวิเคราะห์ร่วมกับตัวเลขใน Excel แล้วสร้างสไลด์นำเสนอต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา
นักเขียนจาก Fast Company ซึ่งมีหมวกอีกใบเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาธุรกิจที่ University College London อย่าง Tomas Chamorro-Premuzic ถึงกับมอบมงให้ Claude Cowork ว่าเป็นเหมือน ‘นักวิจัยระดับจูเนียร์’ ที่ทำงานเชิงรุก ผิดพลาดน้อย และแก้ปัญหาให้ก่อนที่เราจะรู้ตัวว่ามีปัญหาด้วยซ้ำ’
และเมื่อเทียบกับ AI ตัวอื่นๆ เขามองว่า Cowork ฉลาดกว่าและมีอิสระในการทำงานด้วยตัวเองมากกว่า
อวสาน SaaS มาถึงแล้วจริงไหม?
สื่อชื่อดังอย่าง Forbes เคยยกตัวเลขของ Retool มาฉายภาพเรื่องนี้ให้เห็นชัด ๆ ว่า 35% ของบริษัทเทคเกือบ 1,000 ราย นั้นเริ่มใช้ Vibe Coding หรือให้ AI ช่วยเขียนซอฟต์แวร์มาใช้งานเองแทนการซื้อ SaaS แล้วอย่างน้อยหนึ่งตัว
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเกือบ 80% บอกว่าจะยกเลิก SaaS เพิ่มเติมในปีนี้ ทำให้รายได้ของบริษัท SaaS หายไปแบบเลี่ยงไม่ได้
แต่ Claude Cowork ยิ่งทำให้ SaaS เสี่ยงขึ้นไปอีก เพราะหมายความว่าไม่ได้มีแค่คนสายเทคเท่านั้นที่สร้าง Workflow มาแทน SaaS ได้ แต่ ‘คนทั่วไป’ ก็สามารถสร้าง Workflow แบบนั้นได้เหมือนกันโดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว
นี่ยังไม่นับว่า Claude ปล่อยปลั๊กอินรายอุตสาหกรรมออกมาแล้ว ทำให้ Workflow ที่สร้างมีความแม่นยำขึ้น
Citrini Research เองก็มองเรื่องนี้คล้ายกับ Retool และวิเคราะห์ว่ากลุ่มซอฟต์แวร์จัดการงานทั่วไปและเครื่องมือ Automation เช่น Monday.com, Zapier และ Asana กลายเป็นกลุ่มแรกที่เผชิญวิกฤตหนักที่สุด เนื่องจากองค์กรเห็นว่าความสามารถระดับนี้ AI สามารถสร้างทดแทนได้ไม่ยาก

ในมุมของนักลงทุน ธุรกิจ SaaS คือ (หรือเคยเป็น) ธุรกิจเทคที่มีความมั่นคง เพราะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้ามาตลอด แต่ Claude Cowork ทำให้องค์กรออกแบบ Workflow เชื่อมโยงข้อมูลและสร้างโซลูชันเองได้แบบไม่ต้องพึ่ง SaaS
Warren Buffett เคยบอกว่า เขาจะลงทุนในธุรกิจที่มีคูเมือง (Moat) ที่แข็งแกร่งและถือหุ้นนั้นไปตลอดกาล
พูดอีกแบบก็คือ เขาจะลงทุนกับหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว คู่แข่งเจาะได้ยาก
และในแวดวงนักลงทุนเน้นคุณค่า ‘หุ้น SaaS’ ถือเป็นหุ้นที่มีคูเมืองแน่นหนา เพราะเลียนแบบได้ยาก ใช้องค์ความรู้เยอะ และมีค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยน (Switching Cost) สูง แต่ Claude Cowork ก็เข้ามาเขย่าตรรกะนี้ เห็นได้จากแรงเทขายของนักลงทุนที่พูดถึงไปตอนแรก
นัยระหว่างบรรทัดจากกรณีนี้คือโลกของ ‘งานองค์กร’ กำลังเปลี่ยนไป
- สมการการทำงานในโลกเก่า = SaaS + คน
- มาวันนี้การทำงาน = AI Agent + คน (จำนวนน้อยลง)
เพราะ AI Agent ไม่ได้แทนแค่ SaaS แต่จะแทนคนที่เคยคุม SaaS ด้วย เพราะ AI Agent ทำงานอัตโนมัติได้
งานเปลี่ยน คนก็ต้องเปลี่ยน?
เมื่อ SaaS ที่เป็นกระดูกสันหลังขององค์กรสมัยใหม่เปลี่ยนไปขนาดนี้
ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะเปลี่ยนไปด้วยไหม?
เราอาจยังไม่เห็น ‘คำตอบ’ ของเรื่องนี้กันชัด ๆ แต่ถ้าเป็นสัญญาณลาง ๆ เราน่าจะเริ่มเห็นกันแล้ว

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายงานไปไม่นานนี้ว่าภาคบริการวิชาชีพและธุรกิจ เช่น บริษัทกฎหมาย บริษัทตรวจสอบบัญชี หรือบริษัท IT เปิดรับงานใหม่น้อยมาก ๆ คือมีตำแหน่งงานว่างแค่ 1.6 ตำแหน่งต่อพนักงาน 100 คน ต่ำสุดในรอบ 11 ปี แย่กว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก
ตัวเลขนี้สะท้อนหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ตลาดแรงงานที่ฝืดเคือง และอีกเรื่องคือกระแสการนำ AI มาใช้ ซึ่งการเปิดตัว Claude Cowork ก็น่าจะซ้ำเติมแนวโน้มนี้เข้าไปอีก
นิตยสาร Fast Company ให้มุมมองที่น่าสนใจในเรื่องนี้ว่าแรงงานมีทักษะ หรือ Knowledge Worker จะต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะ Cowork อาจเข้ามาแทนที่ SaaS และเข้ามาจัดการ ‘งานนั่งโต๊ะ’ ไม่ว่าจะเป็นการสรุป ทำรายงาน ทำสื่อนำเสนอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และคนทำงานกลุ่มที่จะโดนกระทบจากเรื่องนี้หนักสุดคือ ‘First Jobber’
Adam Conner รองประธานฝ่ายนโยบายเทคโนโลยีของ Center for American Progress (CAP) สถาบันวิจัยด้านนโยบายสาธารณะ ให้มุมมองเอาไว้ว่างานอย่างแรก ๆ ที่ Claude Cowork จะเข้ามาจัดการแทนคืองานอย่างการวิจัย อ่าน และสรุปข้อมูล

ซึ่งเดิมที เนื้องานเหล่านี้คืองานระดับเริ่มต้นที่มักถูกมอบหมายให้ First Jobber ทำเพื่อสะสมประสบการณ์ในการไต่บันไดอาชีพขึ้นไป
Conner มองว่านี่เป็นเหมือนการดึงบันไดทิ้งไป เด็กจบใหม่หรือคนทำงานระดับเริ่มต้นก็ไต่เต้าในหน้าที่การงานได้ยากขึ้น ซ้ำเติมตลาดแรงงานที่ทุกวันนี้งานระดับเริ่มต้นหายไปเกิน 1 ใน 3 จากตัวเลขของบริษัทวิจัย Revelio Labs
อีกเรื่องที่เป็นประเด็นสำหรับเด็กจบใหม่คือ AI จะแย่ง ‘ประสบการณ์’ ในการตัดสินใจไป เพราะในยุคที่โลกการทำงานบีบให้คนพึ่งเครื่องมือ AI มากขึ้น โอกาสที่จะได้พึ่งพาความคิดและการตัดสินใจของตัวเองก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ ลดทอนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหรือในสถานการณ์จริงที่ใช้ AI ไม่ได้
การที่ AI เข้ามาแทนที่คนทำงานระดับเริ่มต้น ในระยะสั้นอาจช่วยองค์กรลดต้นทุนได้
แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ Talent Pool ของตัวเองในระยะยาว
ถ้าเราเชื่อว่า ‘เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า’ การดึงบันไดไต่เต้าของเด็กจบใหม่ออกไป ทำให้องค์กรขาด ‘คนทำงานระดับกลางและสูง’ ในอนาคตเสียเอง เพราะ Talent Pipeline ถูกตัดทิ้งโดย AI
ธุรกิจโตด้วยวิธีนี้ แล้วเศรษฐกิจจะเป็นยังไง?
ภายใต้โลกทัศน์ที่ คนทำงาน ตลาดแรงงาน และองค์กรเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่ ‘เศรษฐกิจ’ ของเราจะเปลี่ยนรูปโฉมไปด้วย
ที่จริงแล้ว Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เคยให้สัมภาษณ์กับ Axios เอาไว้เองว่าใน 5 ปีข้างหน้าปัญญาประดิษฐ์จะทดแทนงานออฟฟิศระดับต้นถึงครึ่งหนึ่ง

เขากังวลว่ารัฐบาลจะยังไม่รู้ตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่คนจำนวนมากก็ยังไม่เชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์จะมาแทนคน
อย่างไรก็ตาม วาณิชธนกิจชื่อดังอย่าง Goldman Sachs นิยามการเติบโตซึ่งเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐฯ (และอาจกลายเป็นเทรนด์ทั่วโลกจากการปรับใช้ AI ในธุรกิจ) ว่าเป็นการเติบโตแบบ Jobless Growth หรือการเติบโตที่พึ่งพาการจ้างงานต่ำ
การเติบโตแบบนี้คือสิ่งที่ Citrini Research เรียกว่า Ghost GDP หรือ GDP ลวงตา คือเศรษฐกิจโตจริง แต่ไม่ได้สร้างรายได้ของคนในตลาดแรงงานที่มากนัก เพราะองค์กรเลือกเติบโตด้วย AI และการจ้างงานแบบชั่วคราว
ในระยะยาวเศรษฐกิจก็จะขาดผู้บริโภค เพราะแรงงานซึ่งอีกนัยนึงคือผู้บริโภคถูกแทนที่ไปเรื่อย ๆ
Amodei ยอมรับว่าตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังถูกใช้งานเพื่อช่วยเหลือคนทำงานเป็นหลัก แต่บริษัทต่างๆ เริ่มหันไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ทดแทนคนไปช้าๆ
ความกังวลของเขาสะท้อนผ่านข้อเสนอเชิงนโยบายที่ค่อนข้างจะล้ำยุค โดยระบุว่าเราควรเริ่มพูดคุยถึงนโยบายอย่างการเก็บภาษีผู้ใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ เรียกว่า Token Tax เพื่อกระจายรายได้กลับสู่คนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจาก AI ในภาพรวม
โลกของคนทำงานยังไม่ถึงจุดจบ
ถึงที่สุดแล้ว การเกิดขึ้นของ Claude Cowork อาจจะเร่งให้โลกเข้าสู่ภาวะที่ Citrini Research นิยามเอาไว้ด้วยชื่อสวย ๆ (แต่น่าวิตก) ว่า Unlimited Intelligence หรือการที่สติปัญญามีอยู่อย่างเกลื่อนกลาดเพราะปัญญาประดิษฐ์
แล้วเรื่องนี้น่ากังวลแค่ไหน? Citrini อธิบายว่าตลอดห้วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยสติปัญญาซึ่งมีราคาแพง แต่ AI ยิ่งทำให้ ‘ปัญญา’ ทำซ้ำได้ง่ายและถูกลงไปอีก
แรงงานคอปกขาวหรือพนักงานออฟฟิศ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ Knowledge Economy สมัยนี้ จึงตกอยู่ใต้ความเสี่ยง
Adam Conner มองว่า Claude Cowork อาจยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนโฉมหน้าไปทันที เพราะแม้ Cowork จะมีโอกาสเข้ามาทำงานแทน SaaS ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะลุกขึ้นมารื้อโครงสร้างเดิม ๆ ในองค์กรทันที

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ก็คิดไปในแนวทางคล้าย ๆ กันคือมองแนวโน้มที่ AI จะมาแทนที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ดั้งเดิมนั้น ‘ไร้เหตุผล’ และเชื่อว่าระบบเดิมยังมีความจำเป็นอยู่
สุดท้ายแล้ว Claude Cowork อาจยังไม่ใช่ตัวพลิกเกม (ในตอนนี้) แต่ก็เป็นตัวจุดประเด็นสนทนาที่ดี เช่นว่าเราควรคิดถึง Knowledge Economy ในยุคต่อไปอย่างไรบ้าง? หรือ ‘ปัญญา’ ของมนุษย์จะมีที่ทางอยู่ตรงไหน?
อ้างอิง: Fast Company (1)(2), Forbes, Aurelion Research, The Atlantic, Citrini Research, Retool
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา