คาดปีนี้ ‘ภาครัฐ’ ลง ‘งบโฆษณา’ มากอันดับ 4 ของกลุ่มธุรกิจในไทย รองจากสินค้าดูแลตัวเอง-ค้าปลีก-เครื่องดื่ม

ทุกวันนี้ สื่อต่างๆ ล้วนอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิตเรา เพียงแค่เปิดโทรศัพท์ ดูทีวี ออกนอกบ้าน หรือไปที่ไหน ก็จะต้องมีสื่ออย่างน้อยหนึ่งประเภทที่เราต้องพบเห็น 

โดยเฉพาะ ‘โฆษณา’ ที่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนทีวีคั่นละครเหมือนอย่างยุคก่อน แต่โลกยุคนี้ทำให้โฆษณาต้องมาแข่งขันกันบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ ป้ายบิลบอร์ด สิ่งพิมพ์ วิทยุ หรือเรียกได้ว่า แทบจะทุกมิติการใช้ชีวิตที่พอมีพื้นที่ให้โฆษณาแทรกเข้าไปได้

บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP ได้คาดการณ์มูลค่าของอุตสาหกรรมโฆษณาเอาไว้ โดยก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ปี 2019-2025 หลังจากที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤต Covid-19 อุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทยนับแต่นั้นก็กำลังฟื้นตัวอย่าง ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ อยู่ทุกปี 

สื่อทีวีที่เคยเป็นกระแสหลักก็กำลังหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากการถูกแทนที่ด้วยสื่อออนไลน์ที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับ 1 ในวงการโฆษณาแทน

เมื่อเรามาดูในปี 2569 นี้ MI GROUP ได้คาดการณ์ตัวเลขของมูลค่าเม็ดเงินที่ลงทุนในอุตสาหกรรมโฆษณาเอาไว้ ว่าจะอยู่ที่ 87,264 ล้านบาท หรือเติบโตเล็กน้อยราว 1.7% จากปีก่อน 

โดยสื่อหลัก 3 อันดับแรกที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ 

  • สื่อออนไลน์ ซึ่งรวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ 34,760 ล้านบาท โตขึ้นราว 5% 
  • สื่อโทรทัศน์ ที่กลายเป็นสื่ออันดับ 2 ต่อเนื่องมา 3 ปี อยู่ที่ 29,149 ล้านบาท หดตัวลง 6% 
  • สื่อนอกบ้าน (Out-of-Home) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก คาดมูลค่าอยู่ที่ 17,918 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 15%  

ในปีนี้ ทิศทางของแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้โฟกัสไปที่เป้าหมายรายได้ระยะสั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการกลับมาให้ความสำคัญกับรากฐานของแบรนด์ ที่จะทำให้ยืนอยู่ได้ในระยะยาว อย่างการสร้าง Branding และเสริมความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า

การเลือกกลยุทธ์สื่อสาร ที่ใช้สื่อหลากหลายรูปแบบมาผสมกัน คืออีกหนึ่งคำตอบของแบรนด์ในปีนี้ โดยเฉพาะสื่อ Out-of-Home ที่มีข้อได้เปรียบเรื่องของสถานที่ การเชื่อมต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ และการสร้างภาพจำบนพื้นที่สาธารณะ ในรูปแบบที่สื่อออนไลน์ยังไม่สามารถมาแทนที่ได้

ซึ่งทาง MI GROUP ยังได้คาดการณ์กลุ่มสินค้าที่จะมีการลงทุนในเม็ดเงินโฆษณามากที่สุดในปีนี้ทั้ง 10 อันดับเอาไว้ ได้แก่

  1. Personal Care ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผิว และเส้นผม คาดการณ์มูลค่า 11,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12%
  1. Retail Stores & Outlets ร้านค้าปลีก คาดการณ์มูลค่า 9,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10%
  1. Beverage Non-alcohol เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ คาดการณ์มูลค่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6%
  1. Government-related Projects สื่อสารองค์กรและกิจกรรมของภาครัฐ หรือเกี่ยวกับภาครัฐ คาดการณ์มูลค่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6%
  1. Pharma & Vitamin ผลิตภัณฑ์ยาและวิตามินคาดการณ์มูลค่า 5,400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6%
  1. Leisure กิจกรรมสันทนาการ บันเทิง งานแสดง และนิทรรศการ คาดการณ์มูลค่า 4,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5%
  1. Dairy Products ผลิตภัณฑ์จากนม คาดการณ์มูลค่า 4,100 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4%
  1. Motor Vehicles ยานยนต์ทุกประเภท คาดการณ์มูลค่า 3,900 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4%
  1. Communication ระบบสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสาร คาดการณ์มูลค่า 3,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4%
  1. Foodstuff อาหารและอาหารสำเร็จรูป คาดการณ์มูลค่า1,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2%

ทั้งนี้ ในปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาในส่วนของงบเกี่ยวกับภาครัฐ อยู่ในอันดับที่ 5 หรือคิดเป็นมูลค่า 4,280 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2567 งบภาครัฐอยู่ในอันดับที่ 7 มูลค่าโฆษณาอยู่ที่ 3,490 ล้านบาท 

สิ่งที่ทำให้ MI GROUP ประเมินทิศทางมูลค่าอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ว่าจะมีการขยับตัวขึ้น ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด ให้เหตุผลเอาไว้ว่า เมื่อเราตัดบริบททางการเมืองออกไป โฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะดำรงตำแหน่ง เริ่มเห็นเค้าเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน

ความต่อเนื่องของนโยบายคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่แม้จะหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็ยังถือเป็นสัญญาณบวกในการเรียกความเชื่อมั่น และกำลังซื้อที่ฟื้นตัว 

สิ่งนี้ส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการโฆษณาและการสื่อสาร ไปจนถึงการลงทุนในโฆษณากิจกรรมของรัฐ กลายมาเป็นอันดับและตัวเลข อย่างที่เราได้เห็นในการคาดการณ์นี้ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา