สั่งของต้องเลือก ‘ขนส่ง’ ได้! นักวิชาการ มธ. ชี้หมดยุคอีคอมเมิร์ซผูกขาด กฏหมายใหม่ จะคืนสิทธิ์ให้ผู้ซื้อผู้ขายกำหนดเอง

เบื่อไหม? กับการสั่งซื้อของออนไลน์ แต่ไม่มีสิทธิ์เลือก ‘บริษัทขนส่ง’?

ecommerce

ปัญหาเรื่องการเลือกบริษัทขนส่งกลายเป็นประเด็นที่สั่งสมมานานสำหรับทั้งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งแม้พวกเขาจะอยากเปลี่ยนไปใช้บริการเจ้าอื่นขนาดไหน บ่อยครั้งกลับไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะช่องทางการขายอย่าง ‘แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ’ เป็นคนกำหนดให้

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ‘ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้ ‘ประกาศแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (อีคอมเมิร์ซ)’ แล้ว โดยเป็นกฎหมายที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ได้แก่

  1. สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)
  2. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
  3. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

‘ผศ. ดร.วรรณวิภางค์’ มองว่า นับเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซ เพราะกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในพฤติกรรมหรือการกระทำที่ขัดต่อ ‘พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560’ มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและรายใหม่ ได้รับความเป็นธรรมกว่าเดิม

หมดยุคการผูกขาดบริษัทขนส่ง ผู้ซื้อผู้ขายมีสิทธิ์เลือกเองได้

‘ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้นั้น ครอบคลุมไปถึง 

  • การห้ามแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่บังคับให้ผู้ขายหรือผู้ซื้อใช้บริษัทขนส่งรายเดียว 
  • การตรวจสอบการตั้งราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก
  • ตั้งบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด

จากกฎหมายฉบับใหม่นี้ ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า จะเป็นการเปิดทางให้การแข่งขันด้านบริการโลจิสติกส์ดำเนินไปได้อย่างอิสระ รวมถึงทำให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีสิทธิ์ในการเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะสมที่สุดด้วย

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์เชื่อว่า หากกลไกตลาดเป็นคนกำหนดผู้ให้บริการขนส่งเอง จะก่อให้เกิดความยืดหยุ่น ประหยัด ไปจนถึงประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ใคร แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน

Ecommerce

แม้ประกาศฉบับนี้อาจจะดูส่งผลกระทบต่อธุรกิจรายใหญ่มากกว่า แต่นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวว่า ตัวกฎหมายมุ่งไปที่พฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ได้เจาะไปที่ผู้ประกอบการกลุ่มไหนเป็นพิเศษ

เช่น หากธุรกิจใดคัดเลือกพาร์ทเนอร์ที่ไม่เป็นธรรมกับธุรกิจรายอื่นๆ หรือเลือกพาร์ทเนอร์จากความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เพื่อขัดขวางเจ้าอื่นๆ จนกระทบการแข่งขันตามกลไกลตลาด ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายทุกราย เพราะประกาศนี้ต้องการคุ้มครองธุรกิจในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ เท่านั้น ไม่ใช่กฎหมายทั้งหมดตามพระราชบัญญัติ 

ดังนั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ควรเข้าไปศึกษารายละเอียด พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ดี เพื่อที่จะไม่เผลอกระทำความผิด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และรักษาสิทธิ์ของตนเองในฐานะผู้เล่นในตลาดคนหนึ่งด้วยนะ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา