คนไทยหลายคนมีฝัน อยากเปิด ‘ร้านกาแฟ’ แต่ต้องขายได้วันละ 100 แก้ว ถึงแปลว่า “รอด”

ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน ‘ร้านกาแฟ’ ก็มักเป็นอีกความฝันของใครหลายๆ คน แต่ยุคที่ร้านกาแฟมีมากกว่าคนกินแบบนี้ การจะเปิดร้านกาแฟแล้วรอดจึงไม่ง่าย 

Brand Inside ชวนอ่านบทสนทนากับ ‘อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บอนกาแฟ ประเทศไทย จำกัด ผู้คว่ำหวอดในวงการกาแฟไทย เกี่ยวกับตลาดกาแฟที่ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ แข่งขันสูง และเหตุผลที่บอนกาแฟถึงหันไปโฟกัสสินค้ากลุ่มไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นในปีนี้

ออฟฟิศเดียวมี 10 ร้าน คนหันหา ‘คุณภาพ’ ในราคาจับต้องได้

ผู้บริหารบอนกาแฟเริ่มต้น เล่าว่า เมื่อถามถึง ‘ตลาดกาแฟ’ ในปีนี้ยากจะบอกว่าขายได้ง่ายหรือขายได้ยาก หรือจะขายดีขึ้นกว่าเดิมไหม แต่สิ่งที่บอกได้คือเทรนด์ที่เปลี่ยนไป โดยร้านกาแฟในรูปแบบของ ‘Uno Coffee’ ได้เข้ามาเปลี่ยนวงการกาแฟไปให้แตกต่างจากเดิม

เพราะก่อนหน้านี้คนดื่มกาแฟสนใจเทรนด์ Specialty Experience แต่แบรนด์อย่าง Uno Coffee ได้เปลี่ยน Business Model ใหม่ ทำให้ผู้บริโภคเลือกหันมา “ดื่มกาแฟคุณภาพในราคาจับต้องได้” มากขึ้นในปีก่อน และคาดว่าเทรนด์จะมาแรงขึ้นในปีนี้และจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

“เมื่อตึกออฟฟิศ 1 ตึกมีร้านกาแฟมากกว่า 10 ร้าน แปลว่าซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์มาก ดังนั้น แต่ละร้านต้องเลือกนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดให้กับผู้บริโภค เมื่อก่อนถ้าผู้บริโภคอยากจะกินกาแฟ ‘เกอิชา’ ดีๆ ก็จะต้องจ่ายแก้วละ 300-400 บาท แต่ตอนนี้สามารถหาได้ในราคาในหลักร้อยต้นๆ แล้ว” 

คนไทยมีฝันอยากเปิดร้าน แต่จะอยู่รอดต้องขายวันละ 100 แก้ว?

ถึงแม้จะมีร้านกาแฟมากขนาดไหน แต่ ‘อุษาพรรณ’ เผยว่า ปีที่ผ่านมายอดขายเครื่องทำกาแฟและเครื่องบดกาแฟยังคงเติบโตขึ้น ถึงจะในอัตราช้าลง แต่ไม่ว่าจะไปโรดโชว์จังหวัดไหนก็ยังมีลูกค้าสนใจอยากจะซื้อเครื่องทำกาแฟอยู่เสมอ 

ตอนนี้เครื่องทำกาแฟและเครื่องบดกาแฟราคาหลักแสนก็เริ่มขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้มากขึ้น เพราะลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น นั่นจึงทำให้บอนกาแฟตัดสินใจปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าถึงง่ายขึ้นและซื้อได้สะดวกที่สุด ขณะที่สินค้ากลุ่มกาแฟ ชา และอื่นๆ ก็ยังขายดีมากบน Shopee และ Lazada

อุษาพรรณ อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนมีฝันอยากมี ‘ร้านกาแฟ’ จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน เด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีคนที่อยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง และปีที่ผ่านมาก็ยังเห็นความต้องการเปิดร้านกาแฟใหม่ๆ จากลูกค้าอยู่เสมอ

แต่ร้านกาแฟก็มีสิ่งที่เรียกว่า Magic Number อยู่ตัวหนึ่ง Magic Number ที่ว่าคือ 100 แก้ว เพราะเมื่อไรร้านกาแฟขายได้วันละ 100 แก้วขึ้นไปคือ ‘รอด’ แล้ว แต่เมื่อไรที่ขายได้ไม่ถึง 100 แก้วต่อวัน ก็จะต้องขายขนมนมเนยอื่นๆ ด้วย เพื่อหารายได้มาเติม

ก่อนหน้านี้ ‘บอนกาแฟ’ จึงยังได้จับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Lucky Leasing ช่วยให้สินเชื่อสำหรับซื้อเครื่องทำกาแฟและอุปกรณ์จำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีโอกาสทำตามฝัน เป็นเจ้าของร้านกาแฟได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีทุน

โดยตอนนี้ได้ทำงานร่วมกันกับ Lucky Leasing มาเป็นปีที่ 3 แล้วและได้รับการตอบรับดีมากจากลูกค้า ล่าสุด จึงได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง ‘ไวเว่อร์’ (Vyvr) สินเชื่อต่อทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยลูกค้าเรื่องกระแสเงินสดอีกทางหนึ่งด้วย

ถ้าลูกค้าอยู่ในโลเชันเหมาะสมและสามารถบริหารจัดการได้ดี กำไรในแต่ละเดือนสามารถนำมาผ่อนได้ โดยตัวลูกค้าแทบไม่ต้องมีเงินลงทุนเลย และถ้าสามารถขายได้เกือบๆ 100 แก้วต่อวัน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะคืนทุนได้ภายในเวลาไม่ถึงปีด้วย

‘กาแฟ’ ยังโต แต่ไม่มาก-แข่งขันสูง หันขายมัทฉะโตกระฉูด

อุษาพรรณ เผยข้อมูลธุรกิจของบริษัทว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ‘บอนกาแฟ’ สร้างรายได้ 1,300 ล้านบาท เติบโตราว 6% จากปีก่อนหน้า แม้รายได้ไม่เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ผลกำไรก็ยังคงเติบโตขึ้น เพราะบริษัทขยับจากการเน้นปริมาณ (Volume) ไปเน้นมูลค่า (Value) เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ปีนี้ ‘บอนกาแฟ’ มีเป้าหมายสร้างรายได้ให้เติบโตแตะ 1,500 ล้านบาท แต่ตอนนี้ตลาดกาแฟแข่งขันรุนแรงมาก หรือเรียกได้ว่า “เดือด” ทำให้มองว่า เมื่อยอดขายสินค้าหมวดกาแฟของบอนกาแฟเติบโตราว 8% ต่อปีใกล้เคียงกับตลาดกาแฟจึงถือว่าทำได้ดีแล้ว แต่ก็ทำให้บริษัต้องหา ‘Growth’ อื่นเข้ามาเพิ่ม

นั่นจึงทำให้ปีนี้บอนกาแฟมีแผนจะโฟกัสสินค้าหมวด ‘Non-Coffee’ หรือไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม ‘มัทฉะ’ ที่ปีก่อนเติบโตทะลุ 100% ไปเรียบร้อยแล้วจากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ 

ล่าสุดได้จับมือกับ Peach Oriental Tea House แบรนด์มัทฉะชื่อดังของประเทศไทย ร่วมกันพัฒนาสินค้ามัทฉะตัวใหม่ เพื่อออกจำหน่ายให้กับลูกค้าในกลุ่ม B2B 

แก้ปัญหาสินค้ามัทฉะขาดตลาดด้วยการเลือกมัทฉะเบลนด์ที่เหมาะสมมาวางจำหน่าย ให้กับลูกค้ากลุ่มร้านกาแฟที่มีเมนูมัทฉะจำหน่าย เพราะการหาสินค้ามัทฉะจากญี่ปุ่น 100% แบบไม่เบลนด์ตอนนี้เป็นเรื่องยาก

โดยมั่นใจว่าแม้กระแสมัทฉะจะไม่พุ่งทะยานเท่ากับปีก่อน แต่ก็จะไม่ไปไหน เพราะมัทฉะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี จึงตั้งเป้าจะสร้างการเติบโตทะลุ 100% ให้ได้ในปีนี้

นอกจากมัทฉะแล้วก็ยังมีสินค้ากลุ่มพาวเดอร์มิกซ์ กลุ่มชา กลุ่มช็อคโกแลต กลุ่มน้ำเชื่อม และอื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยกลุ่มพาวเดอร์มิกซ์ก็เป็นอีกกลุ่มที่บอนกาแฟตั้งใจจะเติบโต 100% เช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน ยอดขายบอนกาแฟ สินค้าหมวดกาแฟมีสัดส่วน 50% ขณะที่อีก 20% จะเป็นสินค้าหมวดไม่ใช่กาแฟ ขณะที่มีสัดส่วนลูกค้า B2B มากกว่า 80% ในกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และเชนร้านอาหาร ส่วน B2C คือสินค้าที่วางขายในโมเดิร์นเทรดอย่างซูเปอร์มาเก็ตหรืออื่นๆ

ข่าวเกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา