‘เอเบล ลิม’ Head of Deposit & Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจโลก-ไทย โดยมองว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่อไปในปี 2569

ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ ‘อุตสาหกรรมใหม่’ หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI
ในด้านการส่งออก ‘เอเบล ลิม’ มองว่า อาจชะลอลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า
อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว
UOB มองเศรษฐกิจไทย 2569
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสนใจ คือเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา
‘เอเบล ลิม’ มองว่าปี 2569 ประเทศไทยจะเติบโตได้ 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพเติบโตที่ 2.7% และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

นอกจากนี้ UOB ยังคาดว่าไทยจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ -0.3% (เงินฝืด) ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เอาไว้ ซึ่ง ‘เอเบล ลิม’ ระบุว่าไม่ดีเพราะสะท้อนภาพรายได้และการบริโภคที่ติดขัด
แปลว่าประเทศไทยจะลำบากทั้งในขา ‘อัตราการเติบโต’ และ ‘เงินเฟ้อ’
ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งล่าสุด ‘ภูมิใจไทย’ นำมาเป็นอันดับ 1 ที่ 193 ที่นั่ง ตามมาด้วย ‘ประชาชน’ อันดับ 2 ที่ 118 ที่นั่ง และ ‘เพื่อไทย’ อันดับ 3 ที่ 74 ที่นั่ง จากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของกกต. (นับแล้ว 94%)
จากผลอย่างไม่เป็นทางการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า ‘ภูมิใจไทย’ จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย ‘เอเบล ลิม’ ยังมองบวกโดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยว และคิดว่านโยบายกระตุ้นในอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกได้เพิ่มเติม
ซึ่งหากรัฐบาลส่งผ่านนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจประเทศก็อาจจะโตได้มากกว่าที่ UOB คาดเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ‘เอเบล ลิม’ มองว่างานของรัฐบาลใหม่นั้นจัดได้ว่าท้าทาย เพราะตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP ใกล้จะจรดเพดานที่ 70% ซึ่งถ้าจำกันได้ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยออกมาบอกว่าจะรักษา ‘วินัยการคลัง’ เอาไว้

เศรษฐกิจโลกในปี 2569
สำหรับภาพในระดับโลก ‘เอเบล ลิม’ มองว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ UOB มองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น
ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่
จีนยังคงมีบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา