เศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวด ‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ‘KKP Year Ahead 2026’ สะท้อนภาพว่าปีนี้ประเทศไทยกำลังจะเจอกับอะไรบ้าง

‘วิทัย’ บอกว่าเมื่อเครื่องยนต์ที่เคยพุ่งทะยานระดับ 5% ในอดีต กำลังเหลือแรงส่งจริงไม่ถึง 2% ในปัจจุบัน สะท้อนภาพว่าเรากำลังติดอยู่ใน กับดักเชิงโครงสร้าง จากการขาดการลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี
ทำให้ตอนนี้ ผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันถอยลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะไร้แรงดึงดูดในสายตาโลก ซึ่ง ‘วิทัย’ มองว่าเป็นเพราะเราเลือกที่จะโตด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรูปแบบเดิมมานานเกินไป
ปัจจัยภายในที่แก้ไม่ตกอย่าง สังคมสูงวัย ก็จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพประเทศที่แรงขึ้นทุกปี จนทำให้เพดานการเติบโต (Potential GDP) ลดลงมาอยู่ที่ 2.7% เท่านั้น เนื่องจากกำลังแรงงานลดลงอย่างรวดเร็ว
หนี้เยอะทำประเทศขยับยาก
ภายใต้พื้นฐานที่อ่อนแอ เรายังเจอสารพันปัญหาหนี้
- หนี้ครัวเรือนที่สูงติดอันดับโลก ทำให้ธนาคารไม่กล้าให้กู้เพิ่ม
- หนี้สาธารณะที่พุ่งชนเพดาน บีบให้พื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่เหลือ
อีกเรื่องที่ทำให้การคลังขยับเขยื้อนได้ยาก ‘วิทัย’ บอกว่าเป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง
ในรอบ 5 ปี ไทยเปลี่ยนรัฐมนตรีคลังถึง 7 คน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปนโยบายขาดความต่อเนื่อง
แถมงบประมาณภาครัฐปีหน้าก็คาดว่าจะล่าช้าไปอีกอย่างน้อย 1 ไตรมาส ซึ่งจะทำให้ตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงต้นปีหายไปอย่างน่าเสียดาย
KKP: ‘หา S-Curve’ พูดง่าย แต่ทำจริงยาก
หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่า ถ้าอุตสาหกรรมเก่าเกินไป ก็ต้องเอาของใหม่ ๆ เข้ามา
แต่ ‘ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย’ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เล่าภายในงานว่า แม้เราจะเริ่มเห็นข่าวดีจากการลงทุนใน Data Center, PCB Board หรือ EV แต่โจทย์ใหญ่ที่ไทยยังตีไม่แตกคือการสร้าง Local Value Content และเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศเข้ากับโลก

เช่น แผน EV ที่ยังไม่สามารถดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้
นอกจากเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ ‘ดร.พิพัฒน์’ บอกว่าอีกปัญหาที่ทำให้เราโยงกับซัพพลายเชนโลกได้ยากคือ ‘ค่าเงินบาท’ ที่แข็งเกินไปจนส่งออกสินค้าได้ยาก
โดยในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วและแรงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค เมื่อเทียบในฐาน NEER ถือว่าแข็งค่าที่สุด นับตั้งแต่ปี 2540
ประเด็นนี้เริ่มกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง
‘ดร.พิพัฒน์’ ย้ำอีกว่า แม้เราจะยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ แต่ถ้าหากเจอมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ เข้ามาซ้ำเติมในอนาคตขึ้นมา ความเสี่ยงนี้จะกลายเป็นวิกฤตทันที
ทุนเก่าหายไป ทุนใหม่ไม่มา แถมเจอ ‘ทุนจีน’
โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่น่ากลัว ‘ดร.พิพัฒน์’ กล่าวภายในงาน
เพราะเสาหลักของอุตสาหกรรมอย่างยานยนต์, ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ เจอแรงกดดันมหาศาลจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะการที่จีนเร่งขยายกำลังการผลิตและส่งออกมายังไทย ส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยชะลอตัวต่อเนื่อง

แม้ตัวเลขการส่งออกในบางเดือนจะดูเหมือนบวก แต่ ‘ดร.พิพัฒน์’ บอกว่าไม่ได้ช่วยให้ภาคการผลิตในประเทศดีขึ้นเลย เพราะเรากำลังเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างช้า ๆ กลายเป็นแค่ตัวกลางการส่งออกสินค้าจีน
ในขณะที่ภาคการเงินเองก็อยู่ในโหมด ‘ลดภาระหนี้’ (Financial Deleveraging) เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยกู้ ทำให้เงินทุนที่ควรไหลเข้าระบบเศรษฐกิจเพื่อโตกลับติดขัด
เมื่อ ‘ทุนเก่า’ (คือ สามเสาหลักดั้งเดิม) ก็อ่อนล้า ‘ทุนใหม่’ (อุตสาหกรรมไฮเทค) ก็ไม่มา แถมแบงก์ยังไม่ปล่อยกู้ เศรษฐกิจไทยจึงเหมือนคนที่กำลังขาดอากาศหายใจ ต้องเร่งหาทางรอดใหม่โดยด่วน
ซ้ำร้ายปัญหา “โครงสร้างประชากร” ที่เราคุยกันมานาน วันนี้เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนตายอย่างต่อเนื่อง

กระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่เคยโตตามประชากรอย่างอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ ที่วันนี้ตลาดเริ่มเล็กลงเพราะผู้บริโภคหายไปจากระบบ นี่คือโจทย์ที่แก้ยากที่สุดเพราะมันคือการหายไปของดีมานด์ในระดับรากฐานที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งเศรษฐกิจ
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่เจองานยาก: อสังหาริมทรัพย์
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแน่ ๆ คือ ‘อสังหาริมทรัพย์’ ที่กำลังเจอกับพายุมวลใหญ่ในรอบ 20 ปี การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 จากหลายปัญหาทั้งกำลังซื้อที่ลดลง การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น จนถึงอัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งทำให้ขนาดครัวเรือน ‘เล็กลง’
‘ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ กรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ร่วมให้ข้อมูลภายในงานว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ยอดพรีเซลส์ที่พักอาศัย ต่ำกว่าช่วงวิกฤตโควิดและวิกฤตการเงินโลกปี 2008

สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไทยถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์ท่ามกลางปัญหาหนี้สินและเศรษฐกิจที่รุมเร้า
ที่แวดวงอสังหาฯ เป็นแบบนี้ ‘ไตรเตชะ’ มองว่ามาจาก 2 เรื่อง คือ “วัฏจักรขาลง” คือเศรษฐกิจที่ซบเซา และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะอัตราการเกิดที่น้อยลงมาตั้งแต่ปี 2014
แม้ปัจจุบันปัญหาคนเกิดน้อยยังไม่กระทบกลุ่มคนเริ่มทำงานโดยตรง แต่เริ่มส่งผลต่อกลุ่มครอบครัวที่ต้องการขยายที่อยู่อาศัย ทำให้ขนาดตลาดหดตัวลงจากหลักแสนยูนิตต่อปี เหลือเพียงประมาณ 50,000 ยูนิต
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูเลวร้าย แต่ตลาดก็ยังพอมีกำลัง ทำให้สถานการณ์สต็อกค้างไม่ได้น่ากลัวเท่าปีที่ผ่านมา
ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่ฝั่งความต้องการที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดล่างที่โดนปฏิเสธสินเชื่ออย่างหนัก จนทำให้ตลาดเซกเมนต์นี้เกือบจะหยุดนิ่งไปโดยปริยาย
ท่าทีของธนาคารพาณิชย์ในช่วงต้นปี 2026 ขยับตัวไปทางเดียวกันหมดภายใต้กฎเหล็กอย่าง Responsible Lending และการคุมเงินเหลือหลังหักหนี้ (Residual Income) ทำให้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อตึงตัวอย่างยิ่ง
จนทุกแบงก์เหลือตลาดให้เล่นแค่กลุ่มลูกค้าเกรด A หรือกลุ่มรายได้สูง-หนี้ต่ำ ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต้องเผชิญกับทางตันในการกู้
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา