
คนที่ไทยต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือน แต่จะทำได้ยังไงในเมื่อทุกวันนี้รายได้ในแต่ละเดือนก็แทบจะไม่พอ
ก่อนหน้านี้ ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนคนไทย ว่าจากภาพเศรษฐกิจในปี 2569 นี้ ประเทศไทยอาจจะแย่กว่าที่คิด จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนสะดุด ไปจนถึงค่าขนส่งที่ราคาขึ้นตามมา
ผลก็คือค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของคนไทยหดตัว ทำให้ต้องพร้อมรับมือความเสี่ยงตกงานไปจนถึงการไม่มีรายได้ในอนาคต
หากสถานการณ์เลวร้ายลงจนถึงขั้นกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อถึงเวลานั้นต้องทำอย่างไรไม่ให้เจ็บหนัก?
‘ทีทีบี ฟินทิป’ ได้ให้เคล็ดลับในการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ 4 ข้อด้วยกัน โดยเป็นเคล็บลับที่สามารถทำได้จริง ไม่กระทบค่าใช้จ่ายในปัจจุบันจนเกินไป และเดินหน้าต่อไปได้ 3-6 เดือนหากขาดรายได้ ได้แก่
- ตั้งเป้าหมายให้ชัด: ให้ลองคิดว่าหากวันหนึ่งไม่มีรายได้จะสามารถอยู่ได้กี่เดือน โดยใช้สูตรคำนวนก็คือ ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง = เป้าหมายเงินฉุกเฉิน เพื่อให้ได้เป้าหมายในการสำรองเงินที่ชัดเจน และลดความกดดันเมื่อเจอสถานการณ์ไม่คาดคิด
- เก็บทันทีก่อนใช้เงิน: เมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งแรกที่ควรทำคือหักเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินเสมอ โดยการตั้งโอนเงินอัตโนมัติ วางแผนรายจ่ายให้เหมาะกับตัวเอง หรืออาจใช้สูตรแบ่งเงิน 50-30–20 (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% ไลฟ์สไตล์ และ 20% เงินออมและลงทุน) สามารถปรับเปลี่ยนได้ให้เข้ากับตนเอง
- แยกบัญชีให้ชัด: ขั้นต่อไปของการบริหารเงินให้ง่ายขึ้นคือการแยกบัญชีตามวัตถุประสงค์ เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีออมเงิน และบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดโอกาสในการใช้เงินผิดจากความตั้งใจ
- ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นให้กลายเป็นเงินสำรอง: ช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้นด้วยการจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้เห็นว่าอะไรที่จำเป็น อะไรที่ตัดได้ และนำเงินที่ลดค่าใช้จ่ายเก็บเข้าบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินทันที
ในวันที่โลกของเรามีแต่ความไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยกำลังผันผวน การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินตั้งแต่วันนี้จะเป็นตัวช่วยรับมือกับทุกสถานการณ์ เสมือนมีเบาะรองให้ตัวเองอีกชั้นหนึ่งมาช่วยซับแรงกระแทกให้ไม่ต้องเจ็บหนักในวันที่เรื่องไม่คาดคิดเข้ามากระทบอย่างไม่ทันตั้งตัว
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา