ในยุคที่คนมองว่า ‘ร้านสะดวกซัก’ เป็นธุรกิจ Red Ocean ที่มี Barrier to Entry ต่ำ ใครก็เข้ามาเล่นได้ แล้ว WashXpress จะขยับตัวไปข้างหน้ายังไง?

คำตอบสั้น ๆ คือ ‘ติดแอร์’
คำตอบยาว ๆ คือ ประสบการณ์การใช้งานที่ดี
เป็นประสบการณ์การใช้งานเล็ก ๆ หลายจุด ที่รวมกันจนเหนือกว่าร้านอื่น
‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ ประธานกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ร้านสะดวกซัก WashXpress เปิดเผยว่า จากความสำเร็จในปี 2568 ในการวางรากฐานธุรกิจ ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการส่งมอบประสบการณ์ (Customer Experience) ที่ประทับใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น
‘ธนา’ มองว่าแนวโน้มของตลาดธุรกิจร้านสะดวกซักในประเทศไทย จะเติบโตต่อเนื่องประมาณ 10% ต่อปี WashXpress จะดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ทั้งการเพิ่มมาตรฐานหน้าร้าน ตลอดจนขยายสาขาในทำเลใหม่ ๆ

ในยุคที่คนมองว่า ‘ร้านสะดวกซัก’ เป็นธุรกิจ Red Ocean คำตอบของ WashXpress คือ การรักษามาตรฐานที่คนมองข้ามไป ‘อย่างรัดกุม’ เปลี่ยนมหาสมุทรการแข่งขันให้เป็น Blue Ocean เป็นของตัวเอง แบบเดียวกับที่ 7-Eleven เคยทำ จนดิสรัปต์ร้านโชห่วย และขยายสาขาไปได้ทั่วประเทศ
กลยุทธ์ WashXpress ยุคสะดวกซักเดือด
WashXpress มองว่าจุดที่จะสร้างความแตกต่างคือเรื่องง่าย ๆ อย่างการสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ที่ดี แบรนด์อยากจะมีมาตรฐาน ‘ระดับโอลิมปิก’ คือเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมร้านสะดวกซัก
ในจุดนี้ ‘กวิน กลองกระโทก’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง อธิบายว่าประกอบด้วยมาตรฐานทั้งหมด 7 เรื่อง คือ
- มาตรฐานด้านความสะอาด เช่น บริการล้างถังฟรีอัตโนมัติ และพนักงานดูแลร้านตลอดวัน
- มาตรฐานการให้บริการ มีบริการซัก-อบ-พับ โดยพนักงานที่การเทรนนิ่งในระบบเดียว
- มาตรฐานสถานที่ เช่น หน้าร้านใหญ่ ที่จอดรถเยอะ ติดเครื่องปรับอากาศ
- มาตรฐานการดูแลปัญหา มีพนักงานคอลเซ็นเตอร์ซัพพอร์ต 24 ชั่วโมง
- มาตรฐานดิจิทัล ดูแลฐานลูกค้า 1.8 ล้านคน ผ่านแอปพลิเคชัน ให้บริการทั้งเช็กเครื่องว่าง แจ้งเตือนการซัก และสะสมคะแนน
- มาตรฐานความปลอดภัย มีกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ใช้ไฟ Daylight ที่สว่าง และระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัย
- คุณภาพที่สม่ำเสมอ รักษาทุกมาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้นเอาไว้ได้ในระยะยาว
‘กวิน’ บอกว่ามาตรฐานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะบริษัทเลือกจะดำเนินงานร้านสะดวกซักหลายร้อยร้านเองเกือบทั้งหมด ไม่ได้ขายเป็นแฟรนไชส์อีกแล้ว จึงควบคุมคุณภาพได้ ‘ธนา’ เสริมว่านี่คือจุดตัดเล็ก ๆ สะสมรวมกันกลายเป็นข้อได้เปรียบของ WashXpress เหนือร้านอื่นที่เปิดใกล้เคียงกัน

WashXpress ในปี 2569
‘กวิน’ บอกว่า ปัจจุบัน WashXpress มีสาขาทั้งหมด 591 สาขา ใน 21 จังหวัด เช่น กรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก
- ในจำนวนนี้เป็นร้านแฟรนไชส์ 79 สาขา ซึ่งเป็นกลุ่มที่โตมาด้วยกันแต่ต้นและมีมาตรฐานสูง แต่ WashXpress ไม่ได้มีการขยายกลุ่มนี้เพิ่มแล้ว
ส่วนเรื่องรายได้ ‘กวิน’ บอกว่า รายได้ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เติบโตมากกว่า 20% กำไรสุทธิ 9 เดือน โตมากกว่า 50% นอกจากนี้ ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังโต 9.7%

การที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้ สะท้อนถึง Operating Leverage และ Economy of Scale ที่ชัดเจนแม้จะมีต้นทุนคงที่สูง
ปี 2569 นี้ WashXpress ตั้งเป้าหมายไว้หลายเรื่อง เช่น
- รายได้เติบโต 25%
- ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) โต 10%
- ขยายร้าน 100 สาขา
หมายความว่า WashXpress จะมีสาขารวมเป็น 691 สาขาในปี 2569 ซึ่ง ‘กวิน’ บอกว่าจะเน้นขยายสาขาใน 21 จังหวัดที่มีศักยภาพสูงแต่ยังไม่ได้ตีตลาดมากนัก เช่นจังหวัดหัวเมืองในภาคเหนือและภาคใต้
นอกจากการเพิ่มรายได้จากการขยายสาขา WashXpress ยังมีเป้าในการเพิ่มยอดขายของสาขาเดิม ซึ่งก็จะมาจากการทุ่มงบราว ๆ 400 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงหน้าร้านเพื่อติดเครื่องปรับอากาศ ตลอดจนการออกบริการใหม่ ๆ เช่น บริการซัก-รีด และบริการส่งผ้าถึงบ้าน ซึ่งกำลังทดลองในบางสาขาแล้ว ณ ปัจจุบัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา