โลกกำลังเลิกสนใจ ‘ประเทศไทย’? คำถามนี้เป็นจริงไหม? ถ้ามองจากข้อมูลการขนส่งในมือ FedEx ก็อาจบอกได้ว่าไม่จริงเสียทีเดียว

FedEx บอกว่าในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังปั่นป่วนจากความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจจนต้องจัดระเบียบกันใหม่ จากที่ตะวันตกเคยจ้างผลิตในจีนล้วน ๆ มาวันนี้ก็ต้องกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย
พูดง่าย ๆ คือจากเคยจ้างแบบ China 100% มาวันนี้ต้องผลิตกันแบบ China + N (คือจีนและประเทศอื่น ๆ อีก 2-3 เจ้า)
แล้วประเทศไทยในฐานะผู้เล่นตัวใหญ่ในภูมิภาค ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน? และควรวางตัวแบบไหนในห่วงโซ่อุปทานแบบใหม่? เพื่อให้โลกยังจดจำ ‘ประเทศไทย’ และไม่ถูกลืมไปในเวทีระดับสากล
คำถามนี้มีคำตอบในบทสัมภาษณ์ระหว่าง Brand Inside และ ‘เบียนก้า หว่อง’ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ FedEx ที่ยืนยันว่าไทยยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอาเซียน

เรายังสู้เพื่อนบ้านได้หรือไม่?
แม้จะมีข่าวผ่านมาหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องว่าไทยกำลังโดนเบียดแย่งชิงตลาดจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งดาวดังและดาวรุ่ง แต่ ‘เบียนก้า’ บอกกับเราว่าจริง ๆ แล้ว เราเก่งกันคนละด้านมากกว่า เช่น
- ไทย เป็นฐานการผลิตยานยนต์และวิศวกรรมขั้นสูง
- เวียดนาม โดดเด่นเรื่องความรวดเร็วในการประกอบชิ้นส่วน
- มาเลเซีย มีความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์
พูดง่าย ๆ แต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ส่งเสริมกันได้
ดังนั้น เมื่อถูกถามถึงการแข่งขันในภูมิภาค คุณเบียนก้ากลับมองเห็นภาพของ “ความร่วมมือ” มากกว่า โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย กำลังสร้างข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างร่วมกันจนเกิดเป็น ระบบนิเวศการผลิตระดับภูมิภาค (Regional Production Ecosystem)

เรื่องนี้เห็นได้จากข้อมูลการขนส่งของ FedEx ที่การขนส่งสินค้าแบบ B2B ระหว่างสามประเทศมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
โดย FedEx ได้เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญผ่านการพัฒนาเครือข่ายถนนเอเชีย (Asia Road Network) และการเพิ่มเที่ยวบินเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจสำคัญ
เราจะเป็น ‘ฐานการผลิต’ หรือ ‘ฮับโลจิสติกส์’ ?
‘เบียนก้า’ มองว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคเศรษฐกิจที่มีพลวัตและความยืดหยุ่น (Resilient) มากที่สุดในโลก เพราะเปิดรับการลงทุนอย่างเต็มที่ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของโลก
ในด้านโลจิสติกส์ ไทยมีทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของอาเซียน ประกอบกับการลงทุนมหาศาลจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาท่าเรือ การเชื่อมโยงการขนส่งแบบ Multimodal Connection ทั้งทางอากาศ รางรถไฟ และถนน ถือเป็นประตูหลักสู่ภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเลือกว่าเราจะเป็น ‘คนผลิต’ หรือ ‘คนขนส่ง’ เบียนก้าเชื่อว่าไทย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางการเติบโตนี้ สามารถผลักดัน 2 เรื่องไปพร้อมกันได้ คือ รักษาฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

‘เบียนก้า’ บอกว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ FedEx ยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านศูนย์บริการสาขาแหลมฉบังที่ทันสมัยบนพื้นที่กว่า 4,900 ตารางเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพในการคัดแยกพัสดุได้สูงถึง 3,000 ชิ้นต่อชั่วโมง พร้อมโซลูชันการขนส่งแบบหลายรูปแบบที่ครบวงจร
ไทยยังอยู่ในสายตาโลกจริงหรือ?
ถ้ามองจากข้อมูลการขนส่งจริงของ FedEx ‘เบียนก้า หว่อง’ บอกเราว่าตอนนี้ เส้นทางการค้าเอเชีย-ยุโรป เติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องตลอด 2 ปี โดยเฉพาะปลายทางอย่าง สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ที่ยังคงมีความต้องการสินค้าจากเอเชียสูงมาก
คำถามต่อมาก็คือ เมื่อเอเชียได้ประโยชน์ แล้วประเทศไทยได้โอกาสจากตรงนี้มากแค่ไหน?
‘เบียนก้า’ ย้ำว่าไทยได้ประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตออกจากจีนจริง ๆ เพราะพร้อมทั้งศักยภาพทางอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เห็นได้จากการที่ FedEx เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าระหว่างไทยและศูนย์กลางการปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิกที่กวางโจวซึ่งจะส่งต่อไปยังยุโรปอีกต่อ

ข้อที่น่าสนใจก็คือ ตัวขับเคลื่อนการขนส่งไม่ได้มีแค่บริษัทใหญ่ แต่ยังมีกลุ่มธุรกิจ SMEs และ E-commerce อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม
SMEs ต้องวางตัวยังไงในเกมนี้?
‘เบียนก้า’ แสดงความชื่นชมต่อศักยภาพของ SMEs ไทย โดยระบุว่าจุดแข็งคือการผสานความคิดสร้างสรรค์ เข้ากับความคล่องตัวทางดิจิทัล (Digital Agility)
“ตัวอย่างที่ชัดเจนคือลูกค้าของเราอย่าง ‘Superbee’ ในเชียงใหม่ ที่ผลิตแผ่นห่ออาหารรักษ์โลก หรือ ‘Mr. Leaf’ ที่นำใบสักมาทำผลิตภัณฑ์” คุณเบียนก้า เล่าถึงกรณีศึกษา “ธุรกิจเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า หากมีไอเดียที่ดีและได้รับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสม ก็สามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว”
อย่างไรก็ตาม คุณเบียนก้า ยอมรับว่า SMEs ยังต้องเผชิญความท้าทายเรื่องกฎระเบียบที่ซับซ้อน ซึ่งเธอได้ยืนยันพันธกิจของ FedEx ในการนำเครื่องมือดิจิทัลและทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย “ปิดช่องว่าง” ตรงนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโฟกัสที่การสร้างสรรค์สินค้าได้อย่างเต็มที่
ไทยต้องวางตัวยังไงในเกมนี้?
‘เบียนก้า หว่อง’ ฝากคำแนะนำสำหรับผู้บริหารไทยที่จะเดินหน้าในกระแส China + N ว่ามี 3 เรื่องที่ต้องระวังและให้ความสำคัญ คือ
- Supply Chain Transparency: เมื่อการผลิตกระจายตัว ความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณเบียนก้า แนะนำ ว่าธุรกิจต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยให้เห็นความเคลื่อนไหวของสินค้า (Visibility) ตั้งแต่ต้นจนถึงมือลูกค้า และประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ
- Sustainability: ในอนาคตความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกคู่ค้า ซึ่ง FedEx เองตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2040 และพร้อมสนับสนุนลูกค้าด้วยเครื่องมือตรวจสอบการปล่อยคาร์บอน (FedEx Sustainability Insights)
- People-Centric: “สุดท้ายแล้ว บุคลากรคือหัวใจสำคัญ” คุณเบียนก้า ทิ้งท้าย ว่าแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่การดูแลพนักงานภายใต้ปรัชญา People-Service-Profit ยังคงเป็นรากฐานความสำเร็จที่ยั่งยืนที่สุด
บทสรุปจากมุมมองของ ‘เบียนก้า’ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีเยี่ยมในมือ ทั้งทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของผู้ประกอบการ เหลือเพียงการ “เชื่อมต่อ” จุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนโอกาสในยุค China + N ให้เป็นชัยชนะที่จับต้องได้จริง
ทั้งหมดนี้ ก็จะเห็นแล้วว่าโลกไม่ได้เลิกสนใจไทยไปทั้งหมด ประเทศไทยยังอยู่ในเรดาห์ของซัพพลายเชนโลกอยู่ และไทยก็ยังสามารถคว้าโอกาสจากซัพพลายเชนในยุค China + N ได้ด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่จะแข่งขันกันเอง และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า SMEs ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในสมการนี้เหมือนกัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา