มอง 5 ประเด็นสำคัญ ทำไม “กลุ่มเซ็นทรัล” เข้าลงทุนใน Grab มูลค่า 6,340 ล้านบาท

ปิดดีลไปแล้วเรียบร้อยสำหรับกลุ่มเซ็นทรัลที่ได้ประกาศเข้าลงทุนใน Grab ประเทศไทยมูลค่า 6,340 ล้านบาท เป็นการเติมจิ๊กซอว์ในส่วนของ O2O เข้าถึงลูกค้าในส่วนออนไลน์มากขึ้น

ทำไมกลุ่มเซ็นทรัลต้องเข้าลงทุนใน Grab?

ถือเป็นดีลที่น่าสนใจอีกดีลหนึ่งของ “กลุ่มเซ็นทรัล” ผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกในประเทศไทย ได้ประกาศลงทุนใน Grab ประเทศไทย เป็นมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,340 ล้านบาท

ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่มีเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยเพียงว่าเป็นการเข้าไปถือหุ้นแบบไม่มีอำนาจควบคุมในสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญเท่านั้น 

ถ้าถามว่าดีลนี้ต่างฝ่ายต่างได้อะไรบ้าง สามารถมองได้ 5 ประเด็นใหญ่ๆ

  1. เพิ่มศักยภาพการเข้าสู่ Omni Channel

กลุ่มเซ็นทรัลได้พยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่การเป็น Omni Channel มาหลายปีแล้วเห็นได้จากการลงทุนอย่างหนักด้านออนไลน์เพื่อมาเชื่อมต่อกับสโตร์ที่เป็นออฟไลน์ถือเป็นการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วย

การเข้าสู่ Omni Channel ของกลุ่มเซ็นทรัลมีทั้งการปั้นแพลตฟอร์มช้อปออนไลน์การเข้าซื้อกิจการอีคอมเมิร์ซการพัฒนาแอพพลิเคชั่นพัฒนาระบบให้สามารถซื้อของได้จากออนไลน์แล้วรับสินค้าที่สโตร์ได้

การลงทุนใน Grab ครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคให้มากขึ้น เติมเต็ม Ecosystem ในส่วนของการเดินทาง การขนส่ง เพราะยุคนี้ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

ภาพจาก Shutterstock

2. ครอบคลุมส่งอาหาร โลจิสติกส์ และเดินทาง

เมื่อมาดูความร่วมมือเบื้องต้นของ 2 บริษัทนี้จะครอบคลุมใน 3 บริการ ได้แก่

  • บริการส่งอาหาร : Grab เองมีบริการส่งอาหารที่เรียกว่า Grab Food ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลเองมีทั้งธุรกิจร้านอาหารในกลุ่มเซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป หรือ CRG รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ก่อนหน้านี้ได้ทำการร่วมมือในการจัดส่งอาหารในเครือ CRG ก่อนอยู่แล้ว และจะมีการขยายบริการมากขึ้นเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า
  • บริการโลจิสติกส์ : เป็นบริการส่งพัสดุแบบออน ดีมานด์ หรือส่งพัสดุด่วนสำหรับธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เป็นการใช้บริการผ่าน GrabExpress
  • บริการเดินทาง : เป็นบริการเดินทางด้วย GrabBike หรือ GrabCar เป้าหมายคือให้บริการแก่ลูกค้า นักท่องเที่ยวในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรมภายในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล โดยจะมีสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเพิ่มเติม

3. สอดรับยุทธศาสตร์ New Central, New Economy

กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญในการเป็น New Central, New Economy มาหลายปีแล้ว จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนและพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องทั้งลงทุนเองและจับมือกับพันธมิตรต่างๆ

นอกจากการลงทุนในเรื่องดิจิทัลทั้งการร่วมทุนกับ JD.com ที่ทำให้ภาพของอีคอมเมิร์ซชัดขึ้นแล้ว การลงทุนกับ Grab ในครั้งนี้เหมือนเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ในวงการค้าปลีกมากขึ้นด้วย

4. พาเซ็นทรัลโกออนไลน์ พา Grab โกออฟไลน์

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากลุ่มเซ็นทรัลแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกที่เป็นออฟไลน์ และพยายามที่จะผลักดันตัวเองเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น ส่วน Grab เองก็เติบโตมาจากธุรกิจออนไลน์

ต้องบอกว่าในยุคนี้ไม่มีธุรกิจใดธุรกิจหนึง่ที่จะอยู่แค่บนแพลตฟอร์มเดียว ธุรกิจออนไลน์ก็ต้องกระโดดมาเล่นออฟไลน์ ธุรกิจออฟไลน์ก็ต้องหันมาเล่นออนไลน์เช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น

เซ่นเดียวกับ Grab ที่ในช่วงหลังมีการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับหลายเจ้าทั้งธนาคารกสิกรไทย รวมถึงการดึง BNK48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์อีกด้วย เห็นชัดว่า Grab เองก็พยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่ออฟไลน์มากขึ้นเช่นกัน

5. ต้องเข้าถึงลูกค้าภายใน 30 นาที

ธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลตอนนี้เรียกว่าครอบคลุมทั่วประเทศก็คงไม่ผิดมากนัก เพราะถ้าดูจากทั้งเครือไม่ว่าจะกลุ่มห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านเฉพาะทางต่างๆ เรียกว่ามีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

งานนี้บอสใหญ่ทศ จิราธิวัฒน์ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้บอกว่า ตอนนี้คนไทย และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงบริการของกลุ่มเซ็นทรัลได้ภายในครึ่งชั่วโมง เพราะมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่นั่นเป็นการที่ลูกค้าเข้ามาหาเรา เมื่อมี Grab จะทำให้เป็น Two Way Communication นั่นคือเราสามารถไปหาลูกค้าได้ภายในครึ่งชั่วโมงเช่นกัน จากบริการต่าๆ ของ Grab เป็นการขยับจาก Phisical Store สู่ออนไลน์

ตอนนี้ Grab มีบริการครอบคลุม 16 เมืองในประเทศไทย ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยวต่างๆ เชื่อว่าจะให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมอย่างแน่นอน

สรุป

เป้นดีลที่น่าจับตามอง และน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะเป็นการที่ Grab ลงทุนกับบริษัทในประเทศไทยที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง เป็นการที่ทั้งคู่เติมจิ๊กซอว์ซึ่งกันและกัน เชื่อว่าจะต้องมีบริการใหม่ๆ ออกมาในอนาคตอีกแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา