ปิดตำนาน The Mall รามคำแหง ทำใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น 1981 Soul & Sold ศูนย์รวมของมือสอง-ของสะสม-สายวินเทจ

ย้อนกลับไป 43 ปีก่อน ‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ ถือกำเนิดในฐานะ ‘ศูนย์การค้าแห่งแรก’ ของกลุ่มเดอะมอลล์ ก่อนจะได้รับความนิยมจากนักศึกษาและคนย่านรามคำแหง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นการขยายอาณาจักรศูนย์การค้าเครือเดอะมอลล์

หลัง เดอะมอลล์ รามคำแหง เปิดให้บริการได้ 3 ปี ทางเดอะมอลล์ก็ได้ตัดสินใจขยายไปเปิด เดอะมอลล์ 3 บนถนนฝั่งตรงข้าม ก่อนจะไปเปิดศูนย์รวมความบันเทิงและศูนย์รวมร้านอาหารในพื้นที่ที่ห่างกันออกไปไม่ไกล ทำให้ ณ เวลานั้น ย่านรามคำแหงมีเดอะมอลล์มากถึง 3 อาคารเชื่อมต่อกัน

หลังจากนั้น เดอะมอลล์ รามคำแหง จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา จนกระทั่งวันนี้ เจ้าของอย่างเดอะมอลล์ กรุ๊ป ตัดสินใจทุ่มงบกว่า 1,300 ล้าน ปรับปรุงพื้นที่ของ เดอะมอลล์ รามคำแหง 3 เดิม ด้วยการเปลี่ยนชื่อและคอนเซปต์ใหม่โดยสิ้นเชิง ให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า 1981 Soul & Sold

แหล่งรวมของมือสอง-ของสะสม-งานวินเทจ

1981 Soul & Sold คือชื่อใหม่ของตึกที่เคยเป็น เดอะมอลล์ รามคำแหง เดิมที่ตั้งอยู่ระหว่างซอยรามคำแหง 15 และ 17 โดยเป็นถูกวางคอนเซปต์ให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Cultural Hub ที่มี ‘ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ’ ผู้เชี่ยวชาญตลาดเรโทรและรีเซลล์มาทำหน้าที่ Retail Curator ของโครงการ

แต่ถ้าเรียกให้เข้าใจง่าย 1981 Soul & Sold จะเป็นศูนย์รวมของมือสอง ของสะสม งานอาร์ต งานคราฟท์ งานศิลปะ งานวินเทจ ครอบคลุมหลากหลายแขนง ตั้งแต่แฟชัน ดนตรี เทคโนโลยี งานศิลปะ งานฝีมือ ไปจนถึงบริการที่เกี่ยวข้องอย่าง ‘งานสัก’ หรือ ‘งานซ่อม’

โดยแนวคิดของ 1981 Soul & Sold มาจากความอยากจะพาทุกคนย้อนกลับไปในปี 1981 ที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์

หรือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘อนาล็อก’ ไปสู่ยุค ‘ดิจิทัล’ รวมถึงเปลี่ยนผ่านจากยุค Mass Culture ไปเป็นยุค Personal Culture หรือยุคที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ต้องทำตามคนส่วนใหญ่

และมีคำว่า Newstalgia เป็น ‘คอนเซปต์’ ของศูนย์การค้าแห่งใหม่นี้ โดยไม่ใช่แค่การย้อนกลับไปหาอดีตเพื่อความคิดถึง แต่เป็นการนำ ‘จิตวิญญาณ’ ของยุคมาตีความใหม่ในบริบทปัจจุบัน สร้างพื้นที่ค้าปลีกและวัฒนธรรรมที่มีความหมายต่อคนเมืองและวิถีชีวิตของพวกเขาด้วย

แบ่งเป็น 8 โซน รวมร้านดัง-คาเฟ่ด้วย

เพราะอยากจะสร้างประสบกาณ์มากกว่าแค่ ‘ซื้อสินค้า’ แต่เป็นพื้นที่ค้นพบตัวตน แลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ และเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน จึงออกแบบด้วยสไตล์ลอฟต์ที่ผสานเข้ากับพื้นที่สีเขียว ภายในโครงการจะแบ่งพื้นที่และร้านค้าออกเป็น 8 หมวด ได้แก่

– แฟชันและเครื่องประดับ (Fashion & Accessories)
– ดนตรีและมีเดีย (Music & Media)
– ของใช้และเทคโนโลยียุคอนาล็อค (Analog & Tech Nostalgia)
– งานศิลปะ งานคราฟท์ และงานดีไซน์ (Art, Craft & Design)
– ของสะสมและของที่ระลึก (Collectibles & Memorabilia)
– บริการเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Services)
– อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)
– พื้นที่สำหรับคอมมูนิตี้

โดยโครงการจะรวมร้านค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาไว้หลากหลาย อาทิ NICHE GALLERIA ร้านรับฝากขาย (Consignment) สำหรับสินค้าไฮเอนด์ ลักซัวรี แบบ Pre-Owned รวมถึง DOWNTOWN ร้านมัลติแบรนด์สำหรับสายแฟชัน หรือ PRONTO & Co. ร้านสำหรับสายเฮอริเทจและเสื้อผ้าใส่ทำงาน

นอกจากนั้น ยังมี Used Shop & Cafe ที่เป็นทั้ง ‘คาเฟ่’ และ ‘พื้นที่สร้างสรรค์’ ในสไตล์แฟชันวินเทจ รวมถึงพื้นที่สำหรับสัมภาษณ์ ไลฟ์ และกิจกรรมสื่อสารวัฒนธรรม เล่าเรื่องร้านค้า นักสะสม และชุมชนเบื้องหลังจักรวาล 1981 ด้วย

ยังเป็นแหล่งอาหาร-เครื่องดื่มให้คนในย่านด้วย

สำหรับใครที่มองหาอาหารและเครื่องดื่ม เดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็ยังจัดพื้นที่สำหรับร้านอาหารชื่อดังยอดนิยมหลายร้าน อาทิ สุกี้ตี๋น้อย, KFC, White Story, ร้านแอนคั่วไก่, ก๋วยจั๊บนายอ้วน, ยักษ์กระเพราไทย, QuackQuack ข้าวมันเป็ด, ข้าวขาหมูเซ็นต์หลุยส์, หลีเฮง คั่วไก่เสาชิงช้า, เจ๊อี่ เย็นตาโฟ และลูกชิ้นปิ้งเรือ 3 รำ

รวมถึงร้านเครื่องดื่มและขนมหวานหลากหลาย อาทิ One To Two, Cafe Amazon, Fuku Matcha, Olino Crepe & Tea, Fresh Me, Monster Crepe, At Coco, SOL Coffee, Boost Juice, Krispy Kreme, Yogoruto, ชาตรามือ, เมืองเพชรไอศกรีมกะทิ, ขนมบะบิ่น กัส-โต้, ร้านขนมไทยคุณจิ๋ม และขนมไทยโบราณคำหวาน

ใครที่เป็นสายวินเทจ สายมือสอง สายของสะสมคงยิ้มออก เพราะได้พื้นที่ใหม่ๆ สำหรับคอมมูนิตี้แล้ว โดยเดอะมอลล์บอกว่า คาดจะเปิดได้ภายในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา