Visa เล่นใหญ่ อัดเงินให้ร้านอาหาร ไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท หากไม่รับเงินสด หันมาใช้บัตรเครดิตแทน

การตลาดเชิงรุกของ Visa ล่าสุด คือการอัดฉีดเงินให้กับร้านอาหาร เพียงมาสมัครกับ Visa แล้วบอกว่าจะไม่รับเงินสดในการซื้อ-ขาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก เพราะ Visa ต้องการกระตุ้นให้มาใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด โดยโครงการจะเริ่มในเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

Photo: Pixabay

Visa ดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด

Visa ประกาศเสนอเงินให้กับร้านอาหารที่เลิกรับเงินสด และเปลี่ยนมาใช้บัตรเครดิตเต็มตัว โดยจะให้เงินจำนวนร้านละ 10,000 เหรียญ หรือประมาณ 338,995 บาท

แต่ไม่ใช่ว่าทุกร้านในสหรัฐอเมริกา จะได้รับข้อเสนอจาก Visa ในครั้งนี้ เนื่องจาก Visa จำกัดยอดไว้ที่ 50 ร้าน โดยร้านที่อยู่ในเป้าหมายคือ ร้านขนาดเล็ก เช่น ร้านกาแฟ หรือฟู้ดทรัค และที่สำคัญข้อเสนอนี้ยังไม่เปิดให้สมัคร แต่จะเปิดในเดือนสิงหาคมนี้

Visa ไปทำการศึกษาสำรวจธุรกิจใน 100 เมืองมาแล้วพบว่า หากเปลี่ยนจากการใช้เงินสดมาเป็นการใช้ในระบบดิจิทัลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิตหรือจ่ายผ่านโทรศัพท์ จะทำให้เมืองนั้นเหลือผลกำไรสุทธิประมาณ 31,200 ล้านเหรียญต่อปี (อันนี้เป็นผลสำรวจที่ Visa ทำในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น)

Al Kelly ซีอีโอใหม่ของ Visa บอกว่า “นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อสู้กับเงินสดของ Visa เพราะเป้าหมายของเราคือการเอาเงินสดออกไปจากแวดวงธุรกิจให้ได้”

Photo: Pixabay

ไม่รับเงินสด ไม่ผิดกฎหมาย (ในอเมริกา)

ตามกฎหมายของอเมริกา การปฏิเสธไม่รับเงินสดไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายจากกระทรวงการคลังของอเมริการะบุไว้ว่า “ธุรกิจประเภทต่างๆ สามารถปฏิเสธที่จะรับเงินสดได้” แต่มีเพียงรัฐเดียวเท่านั้นคือ Massachusetts ที่มีการระบุไว้ในกฎหมายของรัฐว่า “ห้ามสถานประกอบการค้าปลีกทั้งหลายที่ขายสินค้าหรือบริการเลือกปฏิบัติต่อผู้ซื้อสินค้าด้วยเงินสด” แต่ทั้งนี้มีข้อถกเถียงว่า อาจจะต้องหันกลับมาทบทวนคำว่า “ร้านค้าปลีก” กันใหม่ว่าจะสามารถปฏิเสธรับ/ไม่รับเงินสดในอนาคตได้หรือไม่

Jack Forestell หัวหน้าแผนกแก้ปัญหาการค้าทั่วโลกของ Visa ระบุว่า “วัฒนธรรมไร้เงินสดที่ Visa มุ่งมั่นทำคือการคำนึงถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน นั่นหมายความว่าเป็นการเพิ่มเสรีภาพให้กับผู้บริโภคและผู้ค้า ซึ่งแน่นอนว่า Visa จะเร่งทำต่อไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเพื่อรองรับการใช้เงินในรูปแบบนี้”

ที่มา – Thepointsguy, Visa

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Comments