“ธุรกิจไทยเนี่ยเคยมีฝันใหญ่นะ”
เมื่อได้คุยกับ ‘อ.ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ นักวิชาการผู้ผันตัวสู่แวดวงการเมืองจาก ‘พรรคประชาชน’ นี่คือประโยคที่ชวนเราตั้งความหวังกับประเทศอีกสักครั้ง

“เราเคยมีความทะเยอทะยาน ที่จะไปบุกตลาดโลกอยู่”
ถึงตรงนี้ เราน่าจะพอเดาผลลัพธ์ออกได้จากภาพความจริงของประเทศตรงหน้า
…
“สุดท้ายเราแพ้ โดนเรื่องค่าเงิน”
‘อ.ต้น-วีระยุทธ’ ดึงเรากลับสู่ความเป็นจริง ฝันใหญ่คราวนั้น ล่มสลายไปกับวิกฤตต้มยำกุ้ง และแรงจูงใจนั้น ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ความทะเยอทะยานตอนนั้น ลงท้ายด้วยการที่ธุรกิจไทยใหญ่ ๆ กลับมากอดฐานที่มั่นของตัวเอง กันไว้ด้วยสัมปทานและการผูกขาด
แต่ ‘อ.ต้น’ ในบทบาทแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ยังมองด้วยหวังว่า จุดที่ดีคือหลายธุรกิจกำลังอยู่ในยุคส่งไม้ต่อให้ Generation ใหม่ ๆ ขึ้นมาบริหาร

หนึ่งในเรื่องที่พรรคประชาชนอยากทำคือการเอา ‘ฝันใหญ่’ ในคราวนั้นกลับมา
คำถามต่อมาคือ จะต้องทำยังไง?
บทความสัมภาษณ์พิเศษของ Brand Inside จะพาไปหาคำตอบในมุมมองของ ‘อ.ต้น’ และพรรคประชาชนในทุกแง่มุม ว่าต้องทำยังไงประกายหวังในแววตาคนไทยถึงจะกลับมาอีกครั้ง
ไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ต้องมองเกมระดับโลก
ถ้าอยากเล่นเกมระดับโลกอีกครั้ง อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจว่าเราอยู่ตรงไหน
‘อ.ต้น’ มองว่าฐานะของไทยตอนนี้ไม่ใช่ประเทศเล็ก และอยากให้เราเข้าใจว่าไทยมีอำนาจต่อรองในมืออยู่ระดับหนึ่ง เป็น Middle Power ที่เป็นแกนนำของภูมิภาค สามารถต่อรองกับมหาอำนาจในบางประเด็น และอาจต้องโอนอ่อนบ้างในบางเรื่อง
หนึ่งในประเทศที่ไทยต้องจัดระเบียบความสัมพันธ์ให้ดีก็คือ ‘จีน’ ที่เป็นประเทศบ้านใกล้ มีความสัมพันธ์ที่ถี่ เข้มข้น และหลากหลายมิติ ซึ่ง ‘อ.ต้น’ ว่าการจะอยู่ร่วมกับจีนให้ดีขึ้นได้คืออย่าเหมารวมว่าประเทศนี้ดีหรือไม่ดี แต่ให้หาจุดร่วมในบางประเด็นให้ได้

พูดในภาษาการต่างประเทศคือ Issue-based diplomacy สามารถร่วมมือกันได้เป็นประเด็น ๆ ไป แต่อย่าคาดหวังความเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร
‘อ.ต้น’ เล่าให้เห็นภาพว่า ‘อุตสาหกรรมอวกาศ’ คือตัวอย่างที่ดีของการออกแบบความสัมพันธ์ของไทยกับมหาอำนาจเช่นจีน อย่างล่าสุด โครงการสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ ‘ฉางเอ๋อ 7’ ก็มีการใช้อุปกรณ์วิจัยภายในยานที่มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาขึ้น
ในฐานะมหาอำนาจระดับกลาง เราก็ต้องหาทางเข้าไปแทรกตัวในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมทันสมัย ไม่ต้องตั้งตัวว่าจะทำทั้งลำไปแข่งด้วย หรือยอมให้เขาทำโดยไม่มีเราเลย
สำหรับผมจีนคือยักษ์ที่ตัวใหญ่มาก ‘อ.ต้น’ เปรียบเทียบ “ดังนั้นคุณต้องรู้ว่า จุดไหน อวัยวะไหน ที่อยู่ร่วมกันกับเขาได้ ถ้าคุณไปอยู่ใกล้กำหมัดของเขา คุณก็อาจจะแตกสลาย แต่ถ้าคุณไปยืนบนบ่าได้คุณก็ไปต่อได้”
ถ้าพูดเป็นเชิงยุทธศาสตร์ อย่าไปเหมาว่าเราโปรหรือเราแอนตี้ใคร แต่ต้องหาบางประเด็นที่อยู่ร่วมกันให้ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่คือหลักการเดียวกับที่เราควรจะทำกับประเทศอื่นเช่นกัน
ในเชิงรัฐศาสตร์ มักมีคนวาดภาพการทูตไทยว่าเป็น ‘ไผ่ลู่ลม’ คือโอนอ่อนตามกระแสโลก
แต่ ‘อ.ต้น’ ยืนกรานว่า ไทยต้องยืนหยัดหลังตรง แต่เลือกเป็นประเด็นที่จะสัมพันธ์ด้วยกับแต่ละประเทศ ไม่ใช่ก้มให้กับทุกประเทศในทุกเรื่อง
อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ที่ไทยไม่เคยไปถึง
แน่นอนว่า ถ้าอยากยืนหยัดในโลกยุคนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึง ‘เทคโนโลยี’
ไม่ว่าจะเทคโนโลยีไอที หรือเทคโนโลยีทางการบริหาร จะอะไรก็ได้ที่เพิ่มมูลค่าให้ของที่ขาย
ก่อนหน้านี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเคยนำเสนอว่า Wellness Economy คือความหวังที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง

ซึ่ง ‘อ.ต้น’ ก็ย้ำว่าปัญหาของเราคือ เวลาพูดถึงเศรษฐกิจมูลค่าสูงเรามักจะ ‘ใช้แค่มือ’
ความหมายคือ เรามักจะอยู่แค่ปลายน้ำแล้วใช้มือให้บริการ
เช่น สมัย Hard Disk Drive เราอยากกระโดดลงไปในอุตสาหกรรมไฮเทค แต่เราแค่ใช้มือประกอบแล้วกินส่วนแบ่งไม่ถึง 10% ของซัพพลายเชน
‘อ.ต้น’ เล่าถึงความกังวลว่า เรากำลังจะผิดพลาดซ้ำรอยอย่างนี้กับ Wellness Economy หมายความว่า เราอาจจะหยุดแค่การใช้มือให้บริการกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัญหาคืออุปกรณ์ทุกอย่างนำเข้าหมด ทั้งจากอเมริกา จีน หรือเยอรมนี

สำหรับผม Wellness Economy เป็นเรื่องที่ทำได้ ‘อ.ต้น’ อธิบาย แต่ขอให้มองไปให้ไกลถึงการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์หรืออุปกรณ์เพื่อสุขภาพด้วย ซึ่งของประเภทนี้ ‘อ.ต้น’ มองว่าไทยมีศักยภาพพอที่จะทำ
เรื่องที่ ‘อ.ต้น’ เน้นย้ำมาก ๆ คือไม่ว่าจะอุตสาหกรรมไหนก็ต้องพยายามคิดทั้งเส้น เช่น ถ้าจะมุ่งเป้า Wellness Economy ต้องพยายามดึงซัพพลายเชนของไทยเข้าไปด้วย จะได้เกิดทั้งการจ้างงานและเกิดทั้งคนทำเทคโนโลยี ไม่ทำผิดซ้ำรอยแบบยุค Hard Disk Drive
พรรคประชาชน มองการท่องเที่ยว ความหวังที่กำลังตีบตัน?
แม้จะได้ยินกันมานักต่อนักว่า ‘การท่องเที่ยว’ คือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนประเทศ แต่ ‘อ.ต้น’ ก็แตะเบรกความคิดและชวนมองทะลุไปถึงปัญหาที่ต้องแก้
การท่องเที่ยวปัจจุบันเป็นแบบหางสั้น คือกระจุกตัวไม่กี่เมือง เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต แถมมาแล้วก็เที่ยวที่เดิม ๆ นั่งร้านซ้ำ ๆ ไม่ได้ขยับขยายออกไป
สิ่งที่เราอยากทำในภาษาธุรกิจจะเรียกว่า Long-tail Tourism หรือท่องเที่ยวแบบหางยาว ‘อ.ต้น’ อธิบาย คือ กระจายไปทั่วเมือง มาแล้วมีอะไรให้ทำไม่รู้จบ เช่น กลุ่มที่อยากมาดูนกก็กลับมาทุกปี กลุ่มที่อยากวิ่งเทรลก็มาทุกปี กลุ่มที่อยากท่องเที่ยววัฒนธรรมพื้นบ้านก็มาทุกปี ซึ่งกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง

ซึ่งเราเสนอว่าแต่ละเมืองที่มีดีอยู่แล้ว เราต้องมีสถานที่ท่องเที่ยว Man-made ใหม่ แต่อย่าไปทำใหญ่แล้วกระจุกตัวเหมือนเดิม ขอให้เป็น Man-made ย่อย ๆ แต่ละเมืองก็จะมีจุดที่เหมาะกับแต่ละเมือง แล้วกระจายไปหลายเมือง รัฐส่วนกลางก็ช่วย Matching Fund ไป
ตัวอย่างที่ทำสำเร็จมาแล้วก็เช่น Skywalk Aiyerweng ในเบตง ซึ่ง ‘อ.ต้น’ มองว่าคุ้มแล้วเพราะลงทุนไปไม่ถึงร้อยล้านบาทแต่สามารถดึงคนมาเที่ยวได้เยอะมาก
ในฐานะที่อยู่ญี่ปุ่นมา 11 ปี มั่นใจว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทุกคนพร้อมกลับไปเที่ยวซ้ำ คิดถึงการไปเที่ยวเมืองใหม่ ๆ อยู่ตลอด ซึ่ง ‘อ.ต้น’ เสียดายว่าเรายังไม่รู้สึกอย่างนี้กับประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่เรามีศักยภาพ
“ถ้าเราทำให้เกิดความรู้สึกอยากไปกินข้าวที่มุกดาหาร ข้าวที่กาฬสินธุ์ แล้วแพริ่งกับไวน์ กับเหล้าสาโทพื้นบ้านคนละแบบได้เมื่อไหร่ เราจะยกระดับขึ้นมาทั้งแผงได้”

แน่นอนเราต้องคุมคุณภาพนะ ‘อ.ต้น’ ปลุกเราจากฝัน เพราะการที่ญี่ปุ่นมีสตรอว์เบอร์รีอาโอโมริ ซึ่งรสชาติไม่เหมือนที่เกียวโต แปลว่าคุณต้องคุมคุณภาพแต่ละปีให้มันเหมือนเดิม สิ่งที่คนไทยขาดก็คือ คนไทยเราชอบความตื่นเต้น แต่เรื่องรักษามาตรฐานไว้อาจจะขาด
แต่อันนี้ต้องโทษรัฐนะ ‘อ.ต้น’ อธิบาย “ผมย้ำว่าผมไม่ได้โทษชาวนา” เรื่องนี้อยู่ที่วิธีที่รัฐออกแบบมาจูงใจ และดึงคนมาด้วยกัน
ต้องบอกว่านโยบายเกษตรที่ผ่านมาในประเทศไทยนะ ถ้าสรุปสั้น ๆ เลย มันคือการขังอดีต หมายความว่า คุณจ่ายเงินไร่ละพัน ไร่ละเท่าไหร่ก็ตาม เพื่อให้เขาอยู่กันแบบเดิม
แต่เราอยากช่วยเพื่อให้ไปข้างหน้าด้วยกัน เช่น เรามีเป็นขั้นบันไดเลยว่าถ้าไม่เผาก็ได้เพิ่ม ถ้าคุณปลูกพืชที่มันตรงกับพื้นที่เพิ่มเงินไปอีก ถ้าคุณใส่ปุ๋ยที่มันแม่นยำตรงกับคุณภาพดิน ถ้าคุณพักดิน รวม ๆ กันแล้ว มันจะเกินกว่าที่เคยได้ หากปรับปรุงวิธีการทำเกษตรให้ดีขึ้น
อยากเห็นธุรกิจเล็กใหญ่ทะยานอยาก
อีกเรื่องที่หลายคนอยากรู้ คือทุกวันนี้เรามี Global Brand น้อยไปมั้ย?
“ก็มันไม่เป็น Brand Outside ไง มันเป็น Brand Inside ไง” (หัวเราะ)

‘อ.ต้น’ เล่าว่า “ธุรกิจไทย ทุนใหญ่ไทย เคยมีฝันใหญ่นะ แต่ล่มสลายไปกับวิกฤตต้มยำกุ้ง และแรงจูงใจนั้นไม่เคยกลับมาอีกเลย”
“แปลว่าธุรกิจเหล่านี้เคยมีความทะเยอทะยาน ที่จะไปบุกตลาดโลกอยู่ แต่แพ้ โดนเรื่องค่าเงิน จนต้องกลับมากอดฐานที่มั่นของตัวเอง กันเอาไว้ด้วยสัมปทาน ด้วยการผูกขาด อันนี้คือเรื่องที่ต้องเปลี่ยน”
ข้อดีอย่างนึง คือ ธุรกิจหลายอย่างกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Generation ถ้าคุณไปดูนะบางบริษัท ลูกเจ้าของหรือหลานเจ้าของกำลังขึ้นมาบริหารแทน ‘อ.ต้น’ เล่า
หลานเขาก็โตมากับยุคที่โลกมีความเป็นสากลขึ้น เห็นเกาหลีและสิงคโปร์ร่ำรวย หรือเห็นมาเลเซียกำลังก้าวไปเป็นประเทศรายได้สูง ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ที่ขึ้นมานี่ก็มีความฝันที่เป็นสากล

แต่จะทำยังไงให้กลไกรัฐดึงพวกเขาให้กล้าฝัน อย่างน้อยก็ในระดับภูมิภาคก่อน
ถ้าแค่จะกอดธุรกิจผูกขาดในประเทศเอาไว้ สุดท้ายอาจไปไม่รอด ‘อ.ต้น’ ให้ความเห็น
เพราะถ้าเศรษฐกิจภายในตกลงเรื่อย ๆ ยอดขายก็ตกลง ความต้องการซื้อก็ลดลง กำลังซื้อก็หด เงินก็ไหลออกไป แพลตฟอร์มออนไลน์ เงินเทา ก็เข้ามา ดังนั้นสิ่งที่กอดไว้ก็อาจจะกลายเป็นอากาศก็ได้ในที่สุด
ดังนั้น เราต้องทำให้เขาเห็นภาพ ว่าภาพของการอยู่รอดต้องเป็น Global Thailand ให้ได้ ซึ่งผมเองคิดว่ามีศักยภาพด้วยการเปลี่ยนผ่าน Generation ตอนนี้แหละ
แต่ถ้าไม่ทำ คนรุ่นนี้ก็จะเหมือนก๋งของเขาที่กอดฐานที่มั่นไว้แล้วไม่ยอมไปไหน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา