ไบเดนแข็งกร้าวแบบทรัมป์ ยังแบนบริษัทจีน แต่สร้างแผนดันธุรกิจเทคมาสู้ในอนาคตด้วย

สหรัฐฯ เตรียมยกระดับการมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะกังวลว่าจีนจะมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีในระดับโลกซึ่งส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ หลังบริษัทเทคโนโลยีของจีนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการอุดหนุนไปจนถึงแทรกแซงของทางการจีน

สหรัฐฯ เพิ่มการสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อสู้กับจีน

คณะกรรมการทบทวนประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน ออกรายงานประจำปีเสนอต่อสภาคองเกรสว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรมีบทบาทสูงขึ้นในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นระดับการพัฒนาทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีจีนเข้ามาเทียบชั้นกับสหรัฐฯ ได้

เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจากสองพรรค จึงสะท้อนให้เห็นว่าทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการแทรกแซงภาคเศรษฐกิจโดยรัฐเพื่อคัดง้างกับจีนในเรื่องเทคโนโลยี

หนึ่งในข้อเสนอในรายงานฉบับนี้ คือ การตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยี โดยมีตัวแทนจากทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงกลาโหม ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ สถาบันการศีกษา และประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ 

USA Flag Container Port
ภาพจาก Shutterstock

แนวทางทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ

ข้อเสนอในการเพิ่มบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจถือว่าผิดแปลกไปจากขนบทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ พอสมควร ปกติแล้ว สหรัฐฯ จะให้ภาคเอกชนแข่งขันกันพัฒนา และปล่อยให้ทิศทางเศรษฐกิจเป็นไปตามกลไกตลาด โดยที่ภาครัฐมีบทบาทชี้นำในระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุดเพราะการแทรกแซงของรัฐจะขัดขวางการแข่งขันในตลาดเสรี

แต่การทะยานขึ้นของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจีน สั่นคลอนรากฐานทางความคิดของสหรัฐฯ ไม่น้อย เพราะแม้แต่สมาชิกหลายๆ คนของพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนการค้าเสรีสุดตัว ยังเห็นพ้องกับรายงานฉบับนี้ 

จีนอุดหนุนธุรกิจเทคโนโลยีมหาศาล สหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในระยะยาว

หากสหรัฐฯ ไม่ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในระยะยาว สหรัฐฯ อาจต้องพ่ายแพ้ในการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีกับจีน เพราะปัจจุบัน รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจีนทุ่มเงินมหาศาลกับการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งโทรคมนาคม รถยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม และปัญญาประดิษฐ์

Michael Wessel หนึ่งในคณะกรรมการทบทวนประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน จากพรรคเดโมแครต กล่าวหลังจากเผยแพร่รายงานว่า “ต่อจากนี้ เราไม่สามารถนั่งดูเฉยๆ และภาวนาให้ผลลัพธ์ออกมาดีได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องมีนโยบายที่เป็นยาแรงเพื่อยกระดับการพัฒนาทางเทคโนโลยี”

huawei
ตัวเลขการใช้งาน HMS ของ Huawei

เป้าหมายคือสกัดจีนออกจากการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีโลก

การกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีในระดับสากล เป็นไปเพื่อสร้างค่ากลางร่วมกัน ทำให้แต่ละบริษัทผลิตสินค้าเทคโนโลยีออกมาแล้วสามารถใช้งานได้ทั่วโลก และอำนวยความสะดวกสำหรับการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น การควบคุมมาตรฐานทางเทคโนโลยีจึงมีความเป็นการเมืองไม่น้อย เพราะประเทศหนึ่งจะสามารถกำหนดวิธีการผลิตเทคโนโลยีของประเทศอื่นๆ ได้

เป้าหมายของการเร่งรัดพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดของจีนในด้านหนึ่ง คือการก้าวเข้าสู่พื้นที่ว่างทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้กำหนดมาตรฐานสากลเพื่อให้ตนได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กำหนดมาตรฐาน 

Lindsay Gorman ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจาก German Marshall Fund’s Alliance for Securing Democracy ระบุในรายงานว่า การที่โลกปรับตัวเข้ากับมาตรฐานทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำหนดโดยจีน ทำให้มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนต่ำลง

เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ จีนเสนอมาตรฐานในเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เอื้อให้ควบคุมอินเตอร์เน็ตจากบนลงล่างได้มากขึ้น ในแง่หนึ่ง มาตรฐานนี้จะทำให้เทคโนโลยีในอนาคตเป็นปฎิปักษ์ต่อประชาธิปไตยมากขึ้นและเป็นมิตรต่อเผด็จการ เพราะการควบคุมและปิดปากนักเคลื่อนไหว นักข่าว หรือใครก็ตามที่ตั้งตัวต่อต้านรัฐบาลกลางสามารถทำได้ง่ายขึ้น

ที่น่ากังวลก็คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ เชื่อมต่อโลกดิจิตอลเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้มากกว่าที่เคย ตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เทคโนโลยี 5G ระบบจดจำใบหน้า ระบบ Big Data ระบบปัญญาประดิษฐ์ 

เมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับ “ตัวตน” ของคนจริงๆ ประเด็นความเป็นส่วนตัวจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง และนี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่สหรัฐฯ มีท่าทีหันไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมหาศาลเพื่อมาต่อสู้กับจีนในเวทีการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ

Akira Amari อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของญี่ปุ่นกล่าวว่า หากมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัวในสินค้าเทคโนโลยีต่ำ (อย่างที่จีนสนับสนุน) สุดท้ายแล้วข้อมูลส่วนตัวของเราที่ถูกเก็บโดยเทคโนโลยีของจีนอาจจะไปอยู่ในมือของรัฐบาลจีนก็ได้ 

นโยบายเทคโนโลยีสอดคล้องกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศต้านจีน

ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของการบริหารภายใต้การนำของ Joe Biden เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ล้วนแต่มีท่าทีต่อต้านจีนอย่างชัดเจน ตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองพิเศษซินเจียงอุยกูร์และฮ่องกง ปฏิบัติการทางทหารใกล้ไต้หวัน และการมีท่าทีแข็งกร้าวในการค้าระหว่างประเทศกับจีน

Joe Biden ต่อสายคุยกับ Xi Jinping เป็นครั้งแรกเมื่อเช้านี้ เนื่องในโอกาสวันตรุษจีน เขาเน้นย้ำจุดยืนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศว่า กังวลต่อพฤติกรรมการบีบบังคับให้ถ่ายทอดและขโมยเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นธรรม และสรุปว่านี่คือปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกันในช่วงที่ผ่านมา

Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า แม้จะยังมีท่าทีไม่แน่นอนเรื่องการยกเลิกกำแพงภาษีกับจีนลง และสหรัฐฯ ก็มีท่าทีต่อต้านจีนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แต่นโยบายที่แข็งกร้าวต่อจีน เป็นแค่นโยบายต่อคู่แข่งทางยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านท่าที่อำนาจนิยม การทูตที่ก้าวร้าว การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของทางการจีน และการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา 

Gina Raimondo รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนเช่นกัน เธอกล่าวต่อสภาซีเนทในการรับฟังเพื่อยืนยันการแต่งตั้งว่า ธอพร้อมใช้เครื่องมือทางการค้าทุกรูปแบบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันและพันธมิตรของเราจากการแทรกแซงของประเทศจีน

นอกจากนี้ เธอกล่าวว่า ยังไม่เห็นเหตุผลที่ควรถอดรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีนออกจาก บัญชีดำ เพราะสินค้าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงสหรัฐฯ เธอยังกล่าวต่อไปว่า เธอและ Anthony Blinken รัฐมนตรีต่างประเทศ เห็นด้วยกับการแบนการนำเข้าสินค้าที่มาจากการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงอุยกูร์

สรุป

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ในนโยบายระหว่างประเทศทั้งในแง่การเมืองและการค้าของสหรัฐฯ จะมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน โดยเน้นการตั้งคำถามต่อ “มาตรฐาน” ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว 

แนวทางดังกล่าว เป็นไปเพื่อกดดันการพัฒนาเทคโนโลยีทางลัดของจีน ทั้งการละเมิดสิทธิบัตร การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี และการแทรกแซงบริษัท ซึ่งจะสอดคล้องไปกับการลงทุนมหาศาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกโดยเฉพาะกับจีนในระยะยาวต่อไป

ที่มา – Washington Post, FT, Bloomberg, WSJ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Rachata Sanit, Content Creator Intern at Brand Inside. An eternal International Affairs student. Interested in Social (in)justice, International Development, and Creative Economy.