ทรัมป์เตรียมกดดันจีนต่อ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีการเจรจาเรื่องสงครามการค้าก็ตาม

แม้ว่าจะมีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่จีนกับสหรัฐในเรื่องของสงครามการค้ากันบ้างแล้ว แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังยืนยันว่าจะสร้างแรงกดดันนี้ให้กับจีนจนกว่าจะเจรจาในเรื่องที่สหรัฐต้องการแบบจริงจังในหลายๆ ประเด็น เช่น ภาษีนำเข้าของจีนที่สูง และประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิบัตร

ประเด็นสงครามการค้าถึงแม้จะมีท่าทีที่ค่อนข้างผ่อนคลายขึ้นจากผู้แทนของสหรัฐและจีนในระดับล่างกลับมาเจรจากันอีกรอบ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังยืนยันคำเดิมว่าสหรัฐจะต้องได้ความเท่าเทียมเรื่องการค้า ถ้าหากมีการเจรจาระหว่างผู้นำทั้ง 2 อีกครั้งหนึ่ง

โดยทรัมป์กล่าวถึงเรื่องนี้หลังจากมีการประชุมกับคณะรัฐมนตรีว่า จีนต้องการเจรจากับสหรัฐมาก และเราก็เจรจากับจีน และสหรัฐจะไม่ยอมรับกับข้อตกลงใดๆ ที่ไม่ยุติธรรมกับประเทศของเรา

สำหรับเรื่องสงครามการค้า สามารถอ่านทำความเข้าใจได้ที่นี่

การเจรจาสงครามการค้าของสหรัฐครั้งนี้ สหรัฐยังยืนยันในเรื่องของกำแพงภาษีของจีนที่ยังถือว่าสูง ปัญหาที่จีนกดดันบริษัทต่างชาติในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และรวมไปถึงจีนจะต้องแก้ไขเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรอย่างจริงจัง

ที่ปรึกษาทรัมป์เตือนจีน “อย่างประมาททรัมป์”

ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะประกาศในเรื่องนี้นั้น สหรัฐพึ่งจะต้อนรับ Wang Shouwen รองรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีน ซึ่งได้ไปพบปะกับ Larry Kudlow ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์เอง

ที่ปรึกษาของทรัมป์ยังได้กล่าวไปถึงจีนว่า อย่าประมาทความตั้งใจของประธานาธิบดีทรัมป์ ในเรื่องของสงครามการค้าโดยเด็ดขาด เพราะว่าทรัมป์พร้อมที่จะลุยในเรื่องการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า และรวมไปถึงเรื่องของการขโมยสิทธิบัตร

อย่างไรก็ดี Kudlow ยอมรับว่า มีการเจรจากันระหว่างสหรัฐและจีนสามารถทำให้เกิดผลัพธ์ที่ดีกว่าการที่ไม่เจรจาอะไรเลยของทั้ง 2 ฝ่าย

นอกจากนั้นภายในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ สหรัฐกำลังจะประกาศการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนอีก 2 แสนล้านเหรียญ ซึ่งจีนก็แก้เกมกลับ โดยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอีก 6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งสหรัฐมีความมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับจีนได้อย่างสำเร็จแน่นอน

ที่มา – Bloomberg [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Comments

mm
คอลัมนิสต์ Brand Inside เขาคือผู้ที่สนใจในเรื่องของตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน TMT (Technology, Media, Telecom) การควบรวมกิจการ รวมไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของต่างประเทศ