วิเคราะห์กลยุทธ์ TrueVisions Now เมื่อ “พรีเมียร์ลีก” หายไป เกมใหม่หันใช้ “Content ไทย” นำทัพ

การขยับตัวครั้งใหญ่ของ TrueVisions Now ในปี 2026 คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของกลุ่มทรู ในวันที่ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายอย่างการไม่มี “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” (EPL) อยู่ในมือ ซึ่งเคยเป็นอาวุธหนักในการเพิ่มฐานสมาชิก

เมื่อแม่เหล็กตัวใหญ่หายไปครบปีแล้ว ทรูจึงจำเป็นต้องรื้อโครงสร้างความคิดใหม่ โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาลิขสิทธิ์ราคามหาศาลจากต่างชาติ มาเป็นการสร้าง “อาณาจักรคอนเทนต์ไทย” เพื่อรักษาฐานมวลชนในระยะยาว

สร้าง Asset ของตัวเองด้วย Thai Originals

ในอดีตทรูวิชั่นส์อาจเคยชินกับการเป็นตัวกลางซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาขายต่อ แต่ข้อมูลจาก Media Partners Asia ที่ระบุว่าสัดส่วนการรับชมคอนเทนต์ไทยอยู่ที่ 46% กลายเป็นเข็มทิศให้ทรูหันมาลงสนาม Thai Originals อย่างเต็มตัวผ่านการผนึกกำลังกับ 20 สตูดิโอแถวหน้า

ทรูวิชั่นส์

การขยับขึ้นมาเป็นผู้ผลิต (Producer) แทนการเป็นเพียงผู้ซื้อ (Buyer) ช่วยให้ทรูสามารถควบคุมต้นทุนและสร้าง “สินทรัพย์ของตัวเอง” ที่คู่แข่งสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix หรือ Disney+ เลียนแบบความ Local ได้ยาก

นอกจากนี้ การหยิบเรียลลิตี้ระดับตำนานอย่าง Academy Fantasia (AF) กลับมาในปี 2026 คือการใช้กลยุทธ์ Nostalgia Marketing มากระตุ้นฐานแฟนคลับยุคเดิมให้กลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ขณะเดียวกันการดึงคนรุ่นใหม่อย่าง โอม Cocktail และ เจษ เจษฎ์พิพัฒ มาร่วมนำทัพ คือความพยายามเชื่อมต่อฐานผู้ชมสองเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน เพื่อปั้น “ไอดอล” รุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Ecosystem และรายได้ต่อเนื่องให้กับกลุ่มทรูในอนาคต

ทรูวิชั่นส์

เดิมพันกับ “มวยไทย” ตัวแทนสร้าง Traffic รายวัน

เมื่อไม่มีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เป็น King of Content ทรูจึงเลือกอัด “มวยไทย” เข้ามาแทนกว่า 2,144 คู่ตลอดทั้งปี แม้ในเชิงมูลค่าการเรียกเก็บค่าสมาชิก (Subscription Fee) มวยไทยอาจไม่สามารถตั้งราคาได้สูงเท่าฟุตบอลอังกฤษ แต่ในแง่ของธุรกิจสตรีมมิ่ง “ความถี่” (Frequency) คือหัวใจสำคัญ มวยไทยที่มีให้ดูทุกวันจะช่วยรักษาตัวเลข Daily Active Users (DAU) ให้คงที่ ซึ่งส่งผลดีต่อตัวเลขการใช้งานแอปพลิเคชันโดยรวม

ทรูวิชั่นส์

โมเดล Super Aggregator รวมทุกความบันเทิงไว้ในบิลเดียว

ทรูไม่ได้พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ใช้วิธีเป็น “ทางผ่านที่ทรงพลัง” โดยดึงพาร์ทเนอร์อย่าง tvN, iQIYI และ Rock x Stream เข้ามาเติมเต็มคลังคอนเทนต์

กลยุทธ์นี้เป็นการยอมรับว่าในยุค Streaming War ไม่มีใครยอมสมัครแอปฯ เดียว การวางตัวเป็นตัวกลางที่รวบรวมคอนเทนต์หลากหลายค่ายไว้ในที่เดียวจึงเป็นทางรอดที่ช่วยรักษา Subscriber ไม่ให้ไหลออกไปหาคู่แข่งอย่าง AIS PLAY หรือเจ้าใหม่อย่าง JAS (Monomax) ที่จ้องจะชิงคอกีฬาไป

ทรูวิชั่นส์

บทสรุปและความท้าทาย

แม้จะอัดแน่นคอนเทนต์กว่า 41,000 ชั่วโมง แต่ TrueVisions Now ยังต้องพิสูจน์ตัวเองใน 3 ด้านหลัก คือการขาด Killer Content ที่มีพลังดึงดูดเท่าฟุตบอลอังกฤษ, การยกระดับประสบการณ์การใช้งานแอปฯ (App Experience) ให้ลื่นไหลทัดเทียมระดับโลก และการตั้งราคาที่ต้องสมเหตุสมผลกับมูลค่าคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไป

หากทรูทำได้สำเร็จ ปี 2026 จะเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถยืนระยะได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงลิขสิทธิ์กีฬาต่างชาติราคาแพงอีกต่อไป

อ่านประกอบ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา