เมื่อธุรกิจโทรคมนาคมเริ่มอิ่มตัว คำถามที่ตามมาคือ ‘Telco’ ควรเป็นแค่คนขายสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือควรขยับไปเป็นผู้เล่นดิจิทัลที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน

นี่คือโจทย์ที่ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มของ True Corporation พยายามอธิบายผ่านทิศทางใหม่ใหม่ของ ‘True’ ที่เรียกว่า ‘Big Move’ ซึ่งเป็นแผนการปรับองค์กรในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนบทบาทของ True จากบริษัทโทรคมนาคม ไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า ‘Telco-Tech Company’
คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตเยอะมาก ส่วน AI นำอาเซียนแล้ว
‘ซิกเว่’ อธิบายว่า ตลาดดิจิทัลของไทยกำลังเปลี่ยนเร็วมาก และตัวเลขหลายอย่างสะท้อนชัดว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยเติบโตถึง 2 เท่า
คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละประมาณ 8 ชั่วโมง แบ่งเป็นผ่านมือถือวันละ 5 ชั่วโมง และอุปกรณ์อัจริยะ 3 ชั่วโมง ซึ่งรวมกันสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราว 6 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่การใช้ดาต้าบนมือถือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 29 GB เกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราวเดือนละ 16 GB
ในเวลาเดียวกัน การใช้ AI ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา คนไทยใช้ AI เพิ่มขึ้นราว 4 เท่า และประมาณ 70% ที่เคยทดลองใช้ AI แล้ว ตัวเลขนี้สูงกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘ซิกเว่’ มองการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไม่สามารถคิดแค่เรื่องเครือข่ายอีกต่อไป เพราะสำหรับผู้ใช้งานแล้ว ‘เครือข่ายที่ดี’ กลายเป็นสิ่งที่คาดหวังอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่สร้างความแตกต่าง แต่ ‘ประสบการณ์ที่ลื่นไหล’ คือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการมากกว่า
เพราะฉะนั้น การแข่งขันในอุตสาหกรรมจึงไม่ได้อยู่แค่ระหว่างผู้ให้บริการมือถืออีกต่อไป แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกที่กำลังครองเวลาของผู้บริโภค โดย ‘ซิกเว่’ อธิบายว่าคู่แข่งของ True ไม่ได้มีแค่ผู้ให้บริการเครือข่าย แต่รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง LINE, Netflix, Google หรือ Apple ด้วย
โทรคมนาคมจะทำแบบเดิมไม่ได้
True ประกาศแผนธุรกิจที่เรียกว่า ‘4 Big Moves’ ซึ่งเป็นกรอบการเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ในช่วง 3 ปี โดยแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้:
1. การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ end-to-end ไม่ใช่แค่เรื่องเครือข่าย แต่รวมถึงทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่การสมัครบริการ การติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย
ในช่วงสองปีครึ่งที่ผ่านมา True ใช้เวลารวมโครงข่ายของ ‘True’ และ ‘dtac’ เข้าด้วยกัน หลังการควบรวมกิจการ จนสามารถสร้างโครงข่ายเดียวได้สำเร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จากนั้นบริษัทจึงเริ่มลงทุนเพิ่มทั้งในเครือข่ายมือถือและบรอดแบนด์ เพื่อเพิ่มทั้งความเร็ว ความจุ และความครอบคลุมของสัญญาณ
‘คูรัม อัชฟาค’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่ายของ True Corporation อธิบายว่า โครงข่าย 5G ของ True จะเริ่มใช้คลื่น 2300 MHz และ 2600 MHz ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความเร็วและความเสถียร ขณะที่ฝั่งเน็ตบ้าน บริษัทจะลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟเบอร์ รวมถึงนำ Wi-Fi 7 มาใช้ในบ้านลูกค้า
นอกจากนี้ True กำลังพัฒนาให้การใช้ AI ในการบริหารเครือข่ายผ่านระบบที่เรียกว่า ‘Digital Twin’ ซึ่งเป็นการจำลองโครงข่ายจริงทั้งหมดในโลกดิจิทัล เพื่อให้ AI สามารถตรวจจับปัญหา คาดการณ์ความผิดปกติ และแก้ไขระบบได้ล่วงหน้า ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้สึกถึงปัญหา
2. การขยายธุรกิจให้ลึกเข้าไปในชีวิตของผู้ใช้งานมากขึ้น ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการมือถือมักแข่งขันกันที่จำนวนซิมการ์ดหรือจำนวนผู้ใช้บริการ แต่ ‘ซิกเว่’ บอกว่า วิธีคิดแบบนั้นกำลังเปลี่ยนไป
แทนที่จะวัดธุรกิจด้วย ‘รายได้ต่อซิม’ (ARPU) บริษัทจะเริ่มมองลูกค้าเป็น ‘บัญชีผู้ใช้’ ที่สามารถใช้บริการได้หลายอย่างในระบบนิเวศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมือถือ เน็ตบ้าน คอนเทนต์ หรือบริการดิจิทัลอื่นๆ
ถ้าลูกค้าใช้บริการหลายอย่างจากผู้ให้บริการเดียว โอกาสที่จะย้ายค่ายก็จะลดลง และสร้างรายได้ต่อบัญชีที่สูงขึ้น ซึ่งนี่รวมถึงกลุ่มลูกค้าบ้านและองค์กรด้วย
ฝั่งบ้าน True ต้องการขยับจากการขาย ‘อินเทอร์เน็ตบ้าน’ ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มของบ้านอัจฉริยะ ตั้งแต่ระบบรักษาความปลอดภัย กล้องอัจฉริยะ สมาร์ทปลั๊ก ไปจนถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ในบ้านผ่าน AI
‘ฐานพล มานะวุฒิเวช’ ผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ True Corporation อธิบายว่า แนวคิดของ True คือ “Winning the whole home” หรือการชนะใจคนทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้คนเดียว
ตัวอย่างเช่น ระบบบ้านอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับเสียงร้องไห้ของเด็ก เปิดเครื่องฟอกอากาศอัตโนมัติเมื่อค่าฝุ่นสูง หรือเปิดแอร์ล่วงหน้าเมื่อเจ้าของบ้านกำลังขับรถกลับถึงบ้าน
ไม่เพียงเท่านี้ True ยังมองโอกาสในตลาดธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ยังใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เต็มที่ แม้จะมีองค์กรจำนวนมากที่บอกว่ามีแผนใช้ AI แต่มีเพียงส่วนน้อยที่นำไปใช้จริง
หนึ่งในบริการที่บริษัทเริ่มเปิดตัวคือ แพลตฟอร์ม ‘AI Hub’ ซึ่งรวมเครื่องมือ AI หลายประเภทไว้ในแพ็กเกจเดียว เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น
รวมถึงการเป็นศูนย์กลางของคอนเทนต์ที่ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์เด่นๆ รายการเรียลิตี้ โดย ‘พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย True Corporation ตอบชัดๆ ว่า นี่คือสิ่งที่ True สร้างขึ้นเอง

3. การทำให้องค์กรเป็น ‘AI-First’ โดย True วางแผนใช้ AI ในหลายระดับ ตั้งแต่การบริหารเครือข่าย การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เพื่อเสนอแพ็กเกจหรือบริการที่เหมาะกับแต่ละคน
ตัวอย่างเช่น พนักงานในร้านสามารถใช้ AI เพื่อดูข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์ เช่น ลูกค้าใช้บริการอะไรอยู่ มีปัญหาอะไรในอดีต หรือมีพฤติกรรมการใช้งานแบบไหน เพื่อแนะนำบริการที่เหมาะสมได้มากขึ้น
ในคอลเซ็นเตอร์ AI จะช่วยลดจำนวนคำร้องเรียนด้วยการแก้ปัญหาล่วงหน้า ขณะที่วิศวกรเครือข่ายสามารถใช้ AI เพื่อคาดการณ์การเสียของอุปกรณ์ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง
‘ซิกเว่’ ย้ำว่า AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือแทนที่มนุษย์ แต่เป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ที่ทำให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระดับประเทศ บริษัทยังตั้งเป้าช่วยยกระดับการใช้ AI ของคนไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยอย่างน้อย 12 ล้านคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับผู้พัฒนาโมเดล AI ระดับโลก แม้รายละเอียดของโครงการยังไม่เปิดเผยทั้งหมดในตอนนี้
4. การอัปสกิลให้คนไทยในยุค AI ซึ่ง ‘ซิกเว่’ มองว่าเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด
True ตั้งเป้าฝึกทักษะ AI ให้พนักงานทั้ง 10,000 คนภายในปีนี้ โดยประมาณ 60% จะมีทักษะพื้นฐาน 30% จะเป็นผู้ใช้งานขั้นสูง และอีก 10% จะพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยบริษัทจะให้ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน เพื่อส่งพนักงานไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ และจีน ก่อนกลับมาพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยีขององค์กร
‘ซิกเว่’ บอกว่า แม้หลายองค์ประกอบของกลยุทธ์จะสามารถถูกคู่แข่งลอกเลียนแบบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ยากคือ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ เขาต้องการให้ True ทำงานเหมือนสตาร์ทอัปที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนอายุ 25 ปี ที่ยังคงมีความคล่องตัว เปิดรับความคิดใหม่ และให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการเสนอไอเดีย
“ถ้าองค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมแบบนั้นได้ มันเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากมาก”
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความท้าทายของธุรกิจโทรคมนาคมในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเครือข่ายที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ในวันที่ ‘อินเทอร์เน็ต’ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานของทุกคน Telco จะสร้างบทบาทใหม่ของตัวเองอย่างไร เพื่อไม่ให้กลายเป็นเพียง ‘ท่อ’ ส่งข้อมูลที่แพลตฟอร์มอื่นใช้ประโยชน์อยู่
- วิเคราะห์กลยุทธ์ TrueVisions Now เมื่อ “พรีเมียร์ลีก” หายไป เกมใหม่หันใช้ “Content ไทย” นำทัพ
- Telenor ขายหุ้น TRUE เกลี้ยงพอร์ต 1.2 แสนล้านให้ “ศุภชัย เจียรวนนท์”
ที่มา: งานแถลงวิสัยทัศน์ “True Big Moves 2026”
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา