อ่านวิถีผู้นำ TIPAK ฝ่าหนี้ 1,800 ล้านสู่อาณาจักรบรรจุภัณฑ์ 3,000 ล้านบาท พร้อมก้าวต่อไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์คือดัชนีชี้วัดการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ เมื่อภาคการผลิตและการบริโภคขยายตัว ความต้องการบรรจุภัณฑ์ย่อมเติบโตตาม บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนซัพพลายเชนของประเทศมายาวนานกว่า 70 ปี

จากจุดเริ่มต้นร้านทำกล่องห้องแถวสองห้องย่านเสือป่า สู่โรงงานผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกที่สร้างรายได้ระดับ 3,000 ล้านบาทต่อปี เส้นทางของ TIPAK ภายใต้การนำของ คุณวีรชัย มั่นสินธร ประธานกรรมการ TIPAK ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ประสบการณ์ฝ่าฟันวิกฤตต้มยำกุ้ง แบกรับหนี้สิน 1,800 ล้านบาท จนกลับมายืนหยัดและเตรียมนำองค์กรเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2026 คือกรณีศึกษาทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องถอดบทเรียน

เมื่อวิกฤตซ้อนวิกฤต และการปลดหนี้ 17 ปี

วิถีการบริหารของคุณวีรชัยเริ่มต้นจากการเรียนรู้รากฐานของธุรกิจ หลังกลับจากการศึกษาและฝึกงานด้านการประกอบเครื่องจักรและผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกที่ประเทศญี่ปุ่น ภาพที่รออยู่คือสภาพโรงงานที่ทรุดโทรมและภาระหนี้สินที่ติดค้างกับธนาคาร

การแก้ปัญหาในวันนั้นแบ่งเป็นสองแกนหลัก แกนแรกคือการอัปเกรดหลังบ้าน นำความรู้ด้าน Automation จากญี่ปุ่นมาปรับปรุงเครื่องจักรแบบ Mechanic เดิมให้กลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลัง 24 ชั่วโมง แกนที่สองคือการเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ เจรจาขอโอกาสปรับโครงสร้างหนี้จาก 8 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยเป็น 13 ล้านบาท ผลลัพธ์คือการพลิกฟื้นยอดขายจากเดือนละ 800,000 บาท ทะยานสู่ 9 ล้านบาทต่อเดือนภายในเวลาเพียง 3 ปี

แต่บททดสอบที่แท้จริงคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 จังหวะที่ TIPAK กำลังขยายการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีระดับ State of the Art มูลค่า 500 ล้านบาท ผ่านการกู้เงินตราต่างประเทศ การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทส่งผลให้หนี้สินพุ่งทะยานจาก 500 ล้านบาท กลายเป็น 1,800 ล้านบาทในชั่วข้ามคืน

“เราไปเจรจากับเจ้าหนี้ ด้วยประวัติที่เราทำมาดี มีระเบียบวินัยทางการเงิน แบงก์จึงให้ประนอมหนี้สำเร็จ เราใช้เวลา 17 ปี อดทนเอาเงินทุกบาททุกสตางค์ไปใช้หนี้จนหมด โดยไม่มีการขยายกิจการเลยในช่วงเวลานั้น” คุณวีรชัยระบุ

ความมีวินัยและความซื่อตรงต่อเจ้าหนี้คือรากฐานที่ทำให้ TIPAK ผ่านช่วงเวลา กลืนเลือด มาได้ และเมื่อปลดแอกหนี้สินสำเร็จ บริษัทจึงกลับมาลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบ 500 ล้านบาทเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว สร้างโรงงานใหม่ที่ผลักดันรายได้แตะระดับ 3,000 ล้านบาท พร้อมกำไรกว่า 100 ล้านบาทในปัจจุบัน

แผน IPO ที่ตามมาด้วย New S-Curve

การนำ TIPAK เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านการระดมทุน แต่เป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กร ในช่วงรอยต่อของการส่งไม้ผลัดสู่ทายาทรุ่นต่อไป

คุณวีรชัยมองเห็นความจำเป็น 3 ประการในการทำ IPO

  1. สร้างมาตรฐานใหม่: เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจจากระบบครอบครัวสู่มาตรฐานสากล เปิดรับการตรวจสอบและยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร
  2. เพิ่มเครื่องมือขยายกิจการ: ลดภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินธนาคาร ใช้เครื่องมือในตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ
  3. เปิด New S-Curve: วางแผนการเติบโตผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแนวลึก เช่น การขยับไปผลิตกระดาษ ผลิตเยื่อกระดาษ หรือปลูกป่าเองเพื่อควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ และในแนวกว้าง เช่น ขยายไลน์การผลิตสู่บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น ทั้งพลาสติก แก้ว หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร

“แค่แผนการต่อยอดธุรกิจที่เราวางไว้ 10 ปีก็ยังทำไม่หมด การเข้าตลาดฯ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้”

เมื่อ “กระดาษ” คือผู้ Disrupt วัสดุอื่น

ในยุคที่เทรนด์รักษ์โลกกดดันภาคอุตสาหกรรมอย่างหนัก TIPAK กลับมองเห็นโอกาสมหาศาล บรรจุภัณฑ์กระดาษมีแต้มต่อโดยธรรมชาติในแง่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับพลาสติกหรือแก้ว

แม้ในอดีต ต้นทุนกระดาษอาจสูงกว่าหรือขึ้นรูปได้ยากกว่าพลาสติก แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบัน ต้นทุนการขึ้นรูปกระดาษลดต่ำลงจนสามารถแข่งขันได้ เราจึงเริ่มเห็นแก้วกาแฟฝากระดาษ 100% หรือกล่องอาหารที่เปลี่ยนมาใช้กระดาษแทนโฟมและพลาสติกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทิศทางของ TIPAK คือการขยับจากแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่ทำตลาดแบ B2B ไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจผู้บริโภคปลายทาง หรือ B2B2C มากขึ้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างกล่องอาหาร กล่องเครื่องสำอาง หรือกล่องของขวัญ ต้องตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันการใช้งานของแบรนด์ และไลฟ์สไตล์รวมถึงจิตสำนึกรักษ์โลกของผู้บริโภค

กฎเหล็ก 3 ประการในการกระจายความเสี่ยง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและสภาวะคู่แข่งล้นตลาดของตลาดจากการเข้ามาของทุนจีน TIPAK วางโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่เฉียบขาดและเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาเสถียรภาพของรายได้ดังนี้

  • กระจายสัดส่วนลูกค้ารายใหญ่: TIPAK มีลูกค้ารวมกว่า 600-700 ราย โดยกำหนดเพดานพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่สุดไม่ให้เกิน 3-4% ของยอดขายรวม เพื่อป้องกันผลกระทบขั้นรุนแรงหากสูญเสียลูกค้ารายนั้นไป ต่างจากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์บางรายที่พึ่งพาลูกค้าเพียงรายเดียวถึง 30%
  • กระจายกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย: พอร์ตฟอลิโอของ TIPAK ครอบคลุมกว่า 20 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ยา, FMCG, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร หากอุตสาหกรรมใดซบเซา ยอดขายจากอุตสาหกรรมอื่นจะเข้ามาพยุงผลประกอบการไว้
  • กระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์: บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่แม้โรงงาน TIPAK จะน้ำไม่ท่วม แต่ลูกค้ากว่า 70% ในนิคมอุตสาหกรรมอยุธยาต้องหยุดการผลิต นำมาสู่การวางกลยุทธ์กระจายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานระดับโลก เช่น ISO, Halal และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและยา คืออาวุธที่สร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

AI คือสิ่งจำเป็น คู่ปรัชญา “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ในมุมของการบริหารจัดการภายใน TIPAK ไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเพียงทางเลือก แต่บังคับใช้ AI ให้เป็นเครื่องมือพื้นฐานของทุกหน่วยงาน

แต่สิ่งที่ตีคู่มากับเทคโนโลยีคือ ปรัชญาการบริหารคน ที่แข็งแกร่ง TIPAK มีกฎเหล็กคือ ไม่เคยปลดพนักงาน ในช่วงวิกฤต ผู้บริหารและพนักงานเงินเดือนสูงจะยอมลดค่าตอบแทนลงเพื่อพยุงให้พนักงานระดับล่างอยู่รอด มากไปกว่านั้น พนักงานที่เกษียณที่มีอายุ 60 ปี หากมีความสามารถและความจงรักภักดี บริษัทจะจ้างต่อในฐานะที่ปรึกษา เพื่อใช้ประสบการณ์ของ คนเก่าแก่ มาอุดช่องโหว่และเป็นหูเป็นตาที่เด็กเจเนอเรชันใหม่อาจมองข้าม

“การไม่ทิ้งกันในวันวิกฤต เป็นการสื่อสารองค์กรที่ทรงพลังที่สุด มันสร้างความมั่นใจให้กับ Gen Z ว่าถ้าคุณทุ่มเทให้กับบริษัท บริษัทก็จะไม่มีวันทิ้งคุณ”

เงินสดยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

คุณวีรชัย ได้ฝากข้อคิดที่ตรงไปตรงมาถึงผู้ประกอบการ SME และเด็กรุ่นใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ

ในยุคที่วัยรุ่นสร้างตัวใจร้อนและมีความอดทนต่ำ การทำธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นอาจดูหอมหวาน แต่บททดสอบที่แท้จริงคือช่วงวิกฤต ความผิดพลาดคลาสสิกของ SME คือการนำ กำไรที่ยังเป็นเพียงตัวเลขในสต็อก หรือ เงินสดที่หมุนเวียนใ ไปซื้อทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อสนองความต้องการอย่างบ้านหรูหรือรถซูเปอร์คาร์

“เวลาธุรกิจไม่ดี เงินสดคือสิ่งเดียวที่จะประคองให้ธุรกิจยืดเวลาเพื่อรอโอกาสฟื้นตัว คน 100 คนทำธุรกิจ รอดเกิน 5 ปีอาจมีแค่ 5% และคนที่พุ่งทะยานเป็นระดับท็อป 1% คือคนที่มัธยัสถ์ในช่วงวิกฤต เขาจะเอาเงินทุกสตางค์กลับเข้าไปหล่อเลี้ยงธุรกิจ ไม่ใช่เอามาโชว์หรูในวันที่ตัวเองยังไม่มั่นคงจริง”

ทั้งหมดนี้คือวิธีคิดแบบนักสู้ของ วีรชัย มั่นสินธร ที่สะท้อนผ่านการเติบโตของ TIPAK อาณาจักรบรรจุภัณฑ์ที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่เป้าหมายใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมวิสัยทัศน์ที่พร้อมเผชิญทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา