ตลาดรถมือสองไทยสะเทือน เต็นท์รถปิดตัวกว่า 1,000 ราย ยอดขายหด 22% ภายในสองปี

ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในไทยกำลังเจอกับแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากหลายปัจจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรง ราคาตลาดที่ลดลง และการแข่งขันจากรถใหม่ที่รุนแรงขึ้น จนทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องทยอยปิดกิจการไป

ข้อมูลจาก ‘Krungthai COMPASS’ ระบุว่า ระหว่างปี 2566-2568 มีธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสอง ‘ปิดกิจการ’ หรือ ‘ล้มละลาย’ รวม 1,009 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2561-2565 สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

ปัจจัยที่กระทบตลาดเต็นท์รถยนต์มือสอง

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญคือ ยอดขายรถยนต์มือสองที่ลดลงอย่างชัดเจน จาก 406,000 คันในปี 2566 เหลือ 317,000 คันในปี 2568 หรือหดตัวลงถึง 22% ภายในเวลาเพียงสองปี 

สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถูกบีบจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยข้อมูลจาก ‘สำนักงานสถิติแห่งชาติ’ พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของไทยลดลงจากเดือนละ 29,030 บาทในปี 2566 เหลือเดือนละ 28,151 บาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2568

ขณะที่ด้านราคาก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดซบเซา เพราะในช่วงสามปีที่ผ่านมา ดัชนีราคารถยนต์มือสองเฉลี่ยปรับตัวลดลงราว 25% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2562-2565 ปัจจัยสำคัญมาจากจำนวนรถถูกยึดที่เพิ่มขึ้น ทำให้รถมือสองไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ในช่วงปี 2566-2567 มีรถถูกยึดเฉลี่ยเดือนละ 24,000-25,000 คัน ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่เคยอยู่เพียง 12,500-15,000 คันต่อเดือน

นอกจากนี้ ‘สงครามราคารถใหม่’ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายรุ่นปรับราคาลงตั้งแต่ 11-35% จากราคาเปิดตัว เมื่อรถใหม่ถูกลง รถมือสองก็ต้องลดราคาตาม ทำให้เต็นท์รถบางแห่งต้องปรับราคาลงมากถึง 30-40% เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด

ผลที่ตามมาคือ กำไรของธุรกิจเต็นท์รถบางลงอย่างชัดเจน อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจที่เคยอยู่ใกล้ 1% ในปี 2562 ลดลงมาอยู่เพียง 0.5-0.6% ในช่วงปี 2567-2568 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพตลาดที่ยากขึ้น กลับยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้ดี จากการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจเต็นท์รถช่วงปี 2565-2567 พบว่ามีเพียง 11 บริษัท หรือประมาณ 4.2% ของธุรกิจทั้งหมด ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องและมีกำไรสุทธิเป็นบวกติดต่อกันสามปี

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ยังอยู่รอดได้ คือความสามารถในการหมุนสต็อกรถให้เร็ว เพราะในธุรกิจเต็นท์รถ เวลาเท่ากับต้นทุน หากรถขายช้าลงทุกๆ 30 วัน อัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลงประมาณ 2% จากต้นทุนการถือครองรถ ทั้งค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้นตามเวลา

เต็นท์รถที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นสามารถขายรถได้เฉลี่ยภายใน 95 วัน เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่ใช้เวลาประมาณ 121 วัน ความแตกต่างเพียงไม่กี่สัปดาห์นี้ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไร กลุ่มที่ขายรถได้เร็วมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 8.3% และมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ย 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจที่อยู่ที่ 4.8% และ 1.9 เท่าตามลำดับ

ปีนี้อาจสาหัสกว่าเดิม

แม้จะยังมีผู้เล่นที่ปรับตัวได้ แต่ภาพรวมตลาดก็ยังไม่ง่ายนัก ‘Krungthai COMPASS’ ประเมินว่า มูลค่าตลาดธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 32,600 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2564-2566 ราว 9%

แรงกดดันสำคัญยังคงมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน รถมือสองก็มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ถูกปลดระวางหลังใช้งาน 5-7 ปี ทำให้รถเข้าสู่ตลาดมือสองเพิ่มขึ้นอีก 25-30% ซึ่งอาจทำให้ราคาขายปรับขึ้นได้ยากในระยะต่อไป

ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับตัวด้วยการเปลี่ยนพอร์ตสินค้าไปสู่รถที่ขายง่าย เช่น กลุ่มกระบะหรือ SUV ที่มีสภาพคล่องสูงในตลาดมือสอง ขณะเดียวกันก็เริ่มใช้โมเดลธุรกิจใหม่มากขึ้น เช่น การรับฝากขายรถแทนการซื้อเข้าสต็อกเอง หรือขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเร่งความเร็วในการขายและลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อกจำนวนมาก

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ตลาดรถยนต์มือสองของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่เคยพึ่งพาปริมาณรถในลานขาย ไปสู่ธุรกิจที่ต้องบริหารความเร็วในการหมุนสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในยุคที่ราคาและกำลังซื้อไม่แน่นอน เต็นท์รถที่ถือสต็อกนานเกินไป อาจไม่ได้แค่ขายรถช้า แต่กำลังปล่อยให้กำไรค่อยๆ หายไปพร้อมกับเวลา

ที่มา: Krungthai COMPASS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา