วันนี้ไม่เจ็บ แต่วันหน้าไม่เหลือ

หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI ขั้นสูงอย่าง ’NVIDIA H200’ และ ‘AMD MI325X’ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศ และดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ มากขึ้น
ควบคู่ไปกับกฎหมาย CHIPS Act ซึ่งพยายามสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดใน ‘ไต้หวัน’ ที่เป็นฐานผลิตชิปขั้นสูงของโลกกว่า 90%
ด้านศูนย์วิจัย ‘SCB EIC’ มองว่าการขึ้นภาษีในครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนการผลิตชิปทั่วโลกสูงขึ้น และนำไปสู่การปรับโครงสร้างซัพพลายเชนครั้งใหม่ ผู้ผลิตและนักลงทุนอาจถูกกดดันให้ขยาย หรือย้ายการลงทุนเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคาชิป AI ในตลาดโลกก็มีโอกาสปรับตัวสูงในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในหลายประเทศ รวมถึงไทย
ผลกระทบโดยตรงในระยะสั้นสำหรับไทยยังถือว่าจำกัด เนื่องจากชิปที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% และสินค้าคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าข่าย ‘ชิปขั้นสูง’ ตามนิยามของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่น่าจับตาคือ ผลกระทบทางอ้อม หากประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ได้รับแรงกดดันจากมาตรการนี้ ก็อาจสะเทือนมาถึงซัพพลายเชนที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจถูกดึงกลับไปสหรัฐฯ มากขึ้นในระยะยาว
ภาพใหญ่ที่สะท้อนออกมาคือ ‘สงครามชิป’ ยังไม่จบ และกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก สำหรับไทยเอง SCB EIC มองว่าการปรับตัวไม่ใช่แค่เรื่องการรับมือกับภาษีรอบนี้ แต่คือการเร่งยกระดับอุตสาหกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อขยับจากฐานการประกอบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นในซัพพลายเชนโลก
ที่มา: SCB EIC
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา