วิกฤตรถกระบะไทย! ttb analytics ประเมินว่า ยอดขายดิ่งหนักสุดในรอบ 24 ปี

นั่งเหม่อตรงนั้นเจ้าฝันเรื่องใดเล่าหนา ผู้สาวท้ายรถกระบะจากท้องนา มุ่งมาเมืองไกล

แน่นอนว่าได้นั่งเหม่อของจริง เพราะ ‘ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี’ หรือ ‘ttb analytics’ ประเมินว่า ตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันของไทยปี 2569 จะมียอดขายราว 1.71 แสนคัน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า หรือต่ำสุดในรอบ 24 ปี

สาเหตุหลักยังมาจากกำลังซื้อของครัวเรือนระดับกลางถึงล่างที่ฟื้นตัวช้า รายได้ไม่แน่นอน และสถาบันการเงินก็ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปตามการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้รถกระบะซึ่งเคยเป็น ‘ของจำเป็น’ สำหรับหลายอาชีพ เริ่มกลายเป็นของที่ตัดสินใจซื้อลำบากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา ยอดขายรถกระบะเคยอยู่ระดับ 4-5 แสนคันต่อปี แต่ระยะหลังเหลือเพียง 2-3 แสนคัน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แทบทุกจังหวัดมียอดจดทะเบียนรถกระบะป้ายแดงหดตัว โดยเฉพาะต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดหลัก คิดเป็นกว่า 60-70% ของทั้งประเทศ 

ที่น่าสนใจคือ รถกระบะระดับกลางถึงบนราคา 8-9 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบ ‘Double Cab’ กลับขายได้น้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่รุ่นราคาย่อมเยาอย่าง ‘Single Cab’ หรือแคปบางรุ่นกลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้ซื้อหันมาโฟกัสที่ ‘เอาไว้ใช้งานจริง’ มากกว่าความสวยงามหรือฟังก์ชันเสริม

ส่วนตลาดกระบะพรีเมียมเกิน 1 ล้านบาทยังพอเติบโต แต่ก็เป็นตลาดเล็ก และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลเป็นหลัก

เศรษฐกิจแบบนี้ ใครจะซื้อของไหว

‘ttb analytics’ มองว่าปัญหาหลักยังคงหนีไม่พ้นเรื่องเงินในกระเป๋า เพราะครัวเรือนกลุ่มที่ใช้รถกระบะส่วนใหญ่ทำเกษตร ทำธุรกิจเล็กๆ หรือใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน รายได้ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ พอเศรษฐกิจโตช้า หนี้ครัวเรือนยังสูง แถมคุณภาพหนี้เริ่มแย่ลง สถาบันการเงินก็ยิ่งเข้มงวดสินเชื่อมากขึ้น

ผลที่ตามมาคือ คนจำนวนไม่น้อยอยากซื้อ แต่กู้ไม่ผ่าน หรือไม่กล้าเป็นหนี้เพิ่ม

นอกจากนี้ รถกระบะมีราคาสูงขึ้น เพราะช่วงหลังผู้ผลิตพยายามดันภาพลักษณ์ไปทาง ‘ไลฟ์สไตล์’ ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาไปถึงรถไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริง คนซื้อส่วนใหญ่ยังต้องการรถเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นหลัก เน้นบรรทุก ทน และราคาจับต้องได้

เมื่อราคาสูงขึ้น หลายคนที่ไม่ได้จำเป็นต้องบรรทุกหนักตลอดเวลาเลยเริ่มหันไปมองรถอเนกประสงค์ยกสูง หรือรถครอบครัวแทน โดยเฉพาะกลุ่มรถจากค่ายจีนที่เข้ามาทำตลาดหนัก และตั้งราคาได้ดึงดูดกว่า

อีกปัจจัยที่กำลังกดดันตลาดคือ ‘ภาษีสรรพสามิตใหม่’ ที่เริ่มใช้ปี 2569 ซึ่งเปลี่ยนมาเก็บตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นหลัก รถกระบะ และรถ PPV ที่ยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนใหญ่จึงโดนผลกระทบเต็มๆ 

อัตราภาษีรถกระบะจะเพิ่มจากเดิมสูงสุด 10% เป็น 13% ส่วนรถ PPV จะเพิ่มสูงสุดถึง 50% ทำให้ราคารถใหม่มีโอกาสแพงขึ้นอีกประมาณ 2-10% ซึ่งยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อที่อ่อนอยู่แล้ว

สงครามราคาจากจีนรอบที่ n

แม้ภาพฝั่งส่งออกจะดูดีขึ้น เพราะยอดผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกในปีที่ผ่านมา สูงกว่ายอดขายในประเทศมากกว่า 3 เท่า แต่ก็เป็นการเติบโตเพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวมากกว่า และในระยะยาวตลาดโลกเองก็เริ่มกดดันรถดีเซลหนักขึ้นจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

ทั้งหมดนี้ ‘ttb analytics’ มองว่า หากผู้ผลิตยังอยากรักษาสถานะ ‘แชมป์รถกระบะ’ ของไทยไว้ พวกเขาต้องโฟกัสเรื่องการเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ทั้งการทำรุ่นราคาจับต้องได้จริง เงื่อนไขสินเชื่อที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน

เพราะในโลกที่ทั้งคนซื้อมีเงินน้อยลง และกติกาด้านสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้นเรื่อยๆ รถกระบะจะขายได้ไม่ใช่แค่เรื่องแรงหรือสวย แต่ต้อง ‘เข้าถึงได้’ และ ‘ไปต่อได้ในระยะยาว’ ด้วย

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา