แกะรอยชีวิต เจาะวิธีคิด “รองขาโต๊ะ” เพจรีวิวหนังสือสุดแหวกแห่งปี 2020

Brand Inside ขอพาทุกคนไปร่วมแกะรอยชีวิต และเจาะวิธีคิดเจ้าของเพจ รองขาโต๊ะ เพจรีวิวหนังสือสุดแหวกแนวที่มาพร้อมกับสโลแกน “หนังสือดีเก็บไว้บนชั้น ไซร้ไม่ดีนั้นนำไปรองขาโต๊ะด้วยเกณฑ์ให้คะแนนสุดครีเอทีฟตามระดับความน่านำไปรองขาโต๊ะ

แนะนำตัวเองโดยไม่บอกชื่อ

ผมเป็นคนไร้สาระทั่วไป ชีวิตประจำวันนอกจากทำงานผมจะไปหาเพื่อน กินเหล้า เอาหนังสือที่อ่านมาหรือประเด็นทางสังคมไปชวนเพื่อนคุย ถ้าเพื่อนไม่ว่างผมจะชอบไปร้านกาแฟแล้วยืนคุยกับเจ้าของ ผมชอบคุยกับคนอื่น เพราะได้เรียนรู้จากคน ซึ่งไม่จำเป็นต้องคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จก็ได้

ผมไม่มีคติประจำใจ เพราะสำหรับผมชีวิตคนมันซับซ้อนเกินกว่าจะเอาคำคมมายึด

ตัวตนจริงๆ เหมือนในเพจหรือเปล่า

ตัวตนจริงๆ ของผมก็คล้ายๆ กับที่แสดงลงไปในเพจ คือในเพจผมจะใช้ภาษาเหมือนคุยกับเพื่อนสนิทมากกว่าเลยจะมีแต่คำหยาบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ บางคนเราไม่ได้สนิทด้วยก็ไม่ได้คุยแบบนี้ 

คิดว่าตัวเองครีเอทีฟไหม

ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนครีเอทีฟ เพราะเดี๋ยวจะเป็นการยกหางตัวเอง ตอนเปิดเพจผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองครีเอทีฟหรือเปล่า แค่โมโหแล้วอยากจะรีวิวหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมเปิดมาเป็น 10 เพจแล้ว แต่มีคนไลค์แค่หลักร้อย พอทำแล้วเบื่อก็เลิก เคยมีเพจหนึ่งที่ผมใช้ลงรูปถ่ายตามผนังห้องน้ำผู้ชาย เพราะมีคำด่าและคำคมเต็มไปหมด ซึ่งผมรู้สึกว่าคำพวกนี้น่าสนใจดี แต่ปัจจุบันก็ลบภาพพวกนั้นทิ้งไปหมดแล้ว

ถ้าเปรียบชีวิตตัวเองเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม เรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นจะเป็นแบบไหน

น่าจะเป็นพวกนิยายหรือวรรณกรรมชีวิตครับ ผมเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางแต่ยากจน พ่อแม่เลิกกัน มีแม่คนเดียวที่ส่งเสียดูแล พอโตมาก็กลายเป็นเด็กไม่ตั้งใจเรียน ช่วงมัธยมก็ใช้ชีวิตไปวันๆ พอจบม.6 เลยเลือกไปแอดมิชชั่นที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แต่พอเข้าไปก็รู้สึกไม่ได้อยากเรียน สุดท้ายเลยเรียนไม่จบ แล้วผมก็เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ทำให้โดนแม่ไล่ออกจากบ้าน พอต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นผมเลยเข้าไปทำงานในห้าง เป็นพนักงานขายเสื้อผ้า และกลับไปเรียนปีหนึ่งอีกครั้งที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย 7 วัน ตลอด 4 ปีไม่มีวันหยุดเลย เหมือนใช้หนี้ในอดีตที่เคยใช้เวลาเรื่อยเปื่อยมา ตอนนี้ผมก็อายุ 28 เรียนจบมาสองสามปีแล้ว 

มีหนังสือเปลี่ยนชีวิตไหม

มีเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติ ไม่ถึงกับเปลี่ยนชีวิตแต่ก็ไปกระตุ้นชีวิตช่วงนั้นพอดี คือในเล่มเป็นเรื่องราวชีวิตน้าชาติตอนเป็นวัยรุ่น ชีวิตระหกระเหินไปตามทาง จากอยู่กรุงเทพไปอยู่ชายทะเล เมาเหล้าเมากัญชา ซึ่งตรงกับชีวิตผมตอนนั้นที่เพิ่งกลับไปเรียนปี 1 ครั้งที่สอง เพื่อนผมก็ดูดกัญชาเหมือนกัน แต่ในหนังสือเล่าว่าเพื่อนน้าชาติตายไปหลายคน เพราะใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วง ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองควรเลิกใช้ชีวิตแบบนี้ได้แล้ว 

อีกเล่มที่ชอบ คือ “เพชรพระอุมา” เรื่องนี้เป็นนิยายผจญภัยเข้าป่าตามหาสมบัติ สนุกมาก ผมอ่านวันละ 2 เล่ม จากทั้งหมด 24 เล่ม (เฉพาะภาคแรก) ภาคสองผมอ่านไปแค่ 4 เล่มก็ไม่ค่อยสนุกแล้ว หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือมาตลอดเลย

ถ้ามีโอกาสเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม อยากเขียนเกี่ยวกับอะไร

ก่อนเปิดเพจผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมา 3 ตอนแล้ว ถ้าเขียนจบคงปล่อยให้คนอ่านฟรี ยกเว้นจะมีสำนักพิมพ์ใจดีเอาไปพิมพ์ขาย ผมอยากให้คนเข้าถึงหนังสือได้ทุกคน เพราะหนังสือแพง หนังสือเล่มนี้ชื่อ “บ้านผี” เพราะผมใช้ธีมเรื่องเกี่ยวกับบ้านผีสิง แต่เนื้อหาภายในเล่มเป็นการวิพากษ์สังคม โดยผีในที่นี้คือความเหลื่อมล้ำและชนชั้น คนที่จะมองเห็นผีได้ต้องอยู่ในชนชั้นที่โดนกดขี่เหมือนกันเท่านั้น ผมวางโครงเรื่องให้ตัวเอกเป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา หรือเป็นแรงงานต่างจังหวัดที่ตกงานเมื่อมีกลุ่มนายทุนเข้าไป ตัวเอกเลยต้องเข้ามาขายแรงงานในกรุงเทพ และได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแล้วก็เจอผี แต่คนในสังคมทั่วไปก็บอกว่าคนนี้บ้า เพราะคนในเมืองมองไม่เห็นความเหลื่อมล้ำ ตอนจบตัวเอกจะทนไม่ไหว เพราะโดนผีหลอกและเครียดจนอาจจะฆ่าตัวตาย

ผมไม่ได้อยากให้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมก็ยังดำรงอยู่ และผมคิดว่าถ้าพูดวิพากษ์สังคมตรงๆ ก็คงไม่มีใครอยากฟัง เลยอยากนำประเด็นนี้ไปสู่คนหมู่มากผ่านการเขียนนิยาย 

อยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

ผมเคยบอกเพื่อนว่าอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่สมัยเรียน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะเขียนหนังสืออะไร ผมเคยพยายามจะเขียนหลายครั้งแล้ว แต่ก็เขียนไม่จบไปต่อไม่ได้ ผมเคยเจอคนหนึ่งบอกว่าถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีต้องอ่านให้เยอะก่อน ผมเลยไม่ได้รู้สึกว่าช้าเกินไป เพราะก็มีคนเริ่มเขียนหนังสือตอนอายุ 30 เหมือนกัน 

คิดว่าเพราะอะไรเพจ “รองขาโต๊ะ” ถึงมีกระแสตอบรับดีมาก

จากความคิดเห็นผมเพจโตขึ้นมาได้เพราะประเด็นไลฟ์โค้ชคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเรื่องไลฟ์โค้ชมันครุกรุ่นมาสักพักแล้ว คนในสังคมก็ค่อนข้างเบื่อ โดยเฉพาะคนอายุประมาณผมและวัยรุ่น เหมือนคนมีอารมณ์หมั่นไส้แล้วเพจผมก็พูดถึงพอดี เลยมีแชร์เพิ่มขึ้นเป็นพันแชร์จากตอนแรกที่มีคนติดตามเพจแค่หลักร้อย ส่วนถ้าดูจากความคิดเห็นของคนติดตามเพจ บ้างก็บอกว่าชอบ เพราะเบื่อที่ต้องวัดดวงตอนเข้าไปร้านหนังสือแล้วหนังสือเล่มนี้ดูน่าอ่านแต่พอซื้อมาแล้วไม่มีอะไรเลย บางคนก็บอกว่าพูดตรงดี เพราะเพจส่วนใหญ่จะรีวิวทางบวกหมด 

เล่าความประทับใจตั้งแต่เปิดเพจมา 2 เดือน

มีลูกเพจทักมาในอินบ็อกซ์ว่า “ขอบคุณที่ทำเพจนี้ขึ้นมา ผมมีเงินไม่เยอะ เวลาจะซื้อหนังสือเล่มหนึ่งผมคิดแล้วคิดอีก แล้วเพจพี่ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” ผมคิดว่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพหนังสือบ้านเราแพงมาก เฉลี่ยอยู่ที่เล่มละสองร้อยกว่าบาท บางเล่มทะลุไปถึงสี่ห้าร้อยถึงพันบาทเลยก็มี ผมคิดว่าเราควรเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายกว่านี้ เพราะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทกับค่าหนังสือมันไม่สัมพันธ์กัน 

ขอคำแนะนำสำหรับคนอยากเปิดเพจของตัวเอง

คนเราถ้าทำสิ่งที่หลงใหลไปกับมันเราคงจะทำได้ดี มันไม่ควรเริ่มจากความคาดหวังว่าเราทำเพจนี้แล้วจะรวยหรือดัง แต่ควรเริ่มจากว่าทำแล้วมันตอบสนองอารมณ์ตัณหาเราได้หรือเปล่า อย่างผมก็เปิดเพจด้วยความโมโห อยากด่าหนังสือเล่มหนึ่งให้ได้ พอลงปุ๊บหายเลย (ขำ) แต่หลังๆ มาผมก็ต้องควบคุมอารมณ์บ้าง

แนวทางการทำ Podcast และ Youtube ของเพจ “รองขาโต๊ะ”

ผมคิดว่าใน Podcast จะหยิบประเด็นจากในหนังสือมาวิพากษ์ เพราะสังคมขาดการวิพากษ์ ผมเห็น Podcast ส่วนใหญ่ก็หยิบหนังสือมาเล่าเฉยๆ เหมือนหนังสือเสียงมากกว่า แต่หนังสือบางเล่มมีแก่นอยู่นิดเดียว ผมเลยอยากนำมาเล่าให้ฟัง ส่วนใน Youtube อยากทำรายการชื่อWrong ทำดู คือจะสุ่มหนังสือทำอาหารมาให้คนทำอาหารไม่เป็นลองทำตามว่ากินได้ไหม 

คิดว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าธุรกิจหนังสือจะเป็นไปในทิศทางไหน

ผมว่าธุรกิจหนังสือยังอยู่ได้ เพราะคนถวิลหาอดีต อย่างที่เราเห็นในอุตสาหกรรมอื่น คนกลับมาสะสมเทป แผ่นเสียง ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสตรีมมิ่งเพลงต่างๆ แล้วก็ตาม บางคนซื้อหนังสือมาแต่ไม่อ่านซึ่งผมว่าไม่ผิด เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคใหม่หนังสือไม่ได้มีคุณค่าแค่เฉพาะการอ่าน มันอาจจะกลายเป็นของสะสม ของแต่งบ้าน บางคนก็ชอบถือไปในที่สาธารณะเพื่อให้คนมองว่าเท่ บางคนก็วางข้างแก้วกาแฟเพื่อถ่ายรูปเฉยๆ ผมว่ายังไงก็ไม่ตาย เพราะเอา e-book ไปวางถ่ายแล้วไม่เท่ (ขำ)

เล่าภาพประเทศไทยในฝันของเจ้าของเพจ

ผมฝันถึงสังคมที่คนสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ ผมนึกถึงหนังสือเรื่อง “ฮุกกะ” และ “ลุกกะ” เล่าถึงประเทศเดนมาร์ก ผมอยากให้สังคมไทยใช้เวลาการทำงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และอยากให้คนมีเวลาว่างเพื่อไปทำในสิ่งที่ชอบ อีกเรื่องคือ ผังเมือง ผมคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดีมาพร้อมกับผังเมืองที่ดี เวลาเราบ่นรถติด อยากได้ทางม้าลายปลอดภัย อยากได้ฟุตบาทที่กว้าง ผังเมืองมันไม่เอื้อ 

ฝากความในใจถึงลูกเพจและคนอ่านบทความนี้

ผมไม่อยากให้คนแค่อ่านหนังสือแล้วจำเนื้อหาได้ แต่อยากให้อ่านแล้วมีการวิพากษ์มากขึ้น ทั้งเนื้อหา การแปล การเขียน เพราะในโรงเรียนก็ไม่ได้สอนการวิพากษ์ และอยากให้คนในสังคมกล้าพูดมากขึ้นว่าชอบไม่ชอบอะไร สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเพจ และขอบคุณคนที่ยังไม่ได้กดไลค์เพจ ฝากไปกดไลค์ด้วย (ขำ)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา