ปี 2026 นี้ ธุรกิจ ‘อสังหาริมทรัพย์’ จะรอดไหม?

‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ดีมานด์ของบ้านมือ 1 ลดลงราว 25%
ขณะเดียวกัน อีกความท้าทายคือ ‘การควบคุมสินเชื่อ’ ของสถาบันทางการเงิน ที่มีการคุมเข้มในการปล่อยให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ส่งผลให้ในอีกไม่ช้าอุปทานในตลาดก็จะน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ‘ภูมิภักดิ์’ มองว่า ในความท้าทาย ยังมีด้านบวกอยู่ เพราะแม้ความต้องการของบ้านมือ 1 จะลดลง แต่ในความเป็นจริง กรรมสิทธิ์ในการโอนบ้านยังเท่าเดิม เพียงแค่คนหันไปซื้อบ้านมือ 2 มากขึ้น สะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ผู้บริโภคยังต้องการบ้านอยู่
ในส่วนของการควบคุมสินเชื่อ ภูมิภักดิ์เชื่อว่า อีกไม่นาน ระดับอุปสงค์ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหา ‘จุดสมดุล’ ใหม่อีกครั้ง ไม่ต่างจากช่วงโควิด-19 เพียงแค่ต้องใช้เวลา
โอกาสยังมี เพราะดอกเบี้ยลด-ต่างชาติรักประเทศไทย-รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหา

นอกจากนี้ ภูมิภักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังมีปัจจัยบวกหรือโอกาสอีกมากมาย เนื่องจาก
- อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการน้อยลงด้วย และผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น
- ต่างชาติอยากย้ายมาไทยมากขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียง และหลายๆ ชาติก็ต้องการหนีปัญหาการเมืองหรือเศรษฐกิจจากบ้านตนเอง
- ต่างชาติต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เพราะแม้ว่าในปีที่ผ่านมา ผู้เล่นรายใหญ่ อย่างชาวจีนจะลดน้อยลง แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนเชื้อชาติอื่นๆ เช่น ตะวันตก อินเดีย และเมียนมา เข้ามาซื้ออสังหาฯ บ้านเรามากขึ้น
- รัฐบาลไทยยังคงต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาค่าครองชีพต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน ก็ล้วนมีปัญหาที่ต้องจัดการเรื่องเดียวกันคือ ปัญหาปากท้องของประชาชน และการลดภาระของผู้บริโภค
แสนสิริกำไรทะลุ 3 พันล้าน โตสุดในตลาด แม้ยอดโอนลดลง

แม้ว่าภูมิภักดิ์จะมองเห็นโอกาสขนาดไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 2025 เป็นปีที่สาหัสสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการหลายแวดวงจริงๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์
อย่างยอดโอนของ ‘แสนสิริ’ เองก็น้อยลงจากปี 2024 ถึง 16% เหลือเพียง 36,700 ล้านบาท ขณะที่ยอดพรีเซลล์เพิ่มขึ้นแค่ 2% เท่านั้น เป็น 51,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แสนสิริก็ยังผ่านมาได้ แถมมีผลประกอบการที่น่าพึงพอใจ โดย ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 สามารถทำกำไรถึง 3,029 ล้านบาท นับเป็นบริษัทที่กำไรสูงสุดในแวดวงอสังหาฯ ขณะที่รายได้อยู่ที่ราวๆ 23,670 ล้านบาท
ในภาพรวมแล้ว ในปี 2025 แสนสิริเปิดตัวโครงการใหม่ไปทั้งหมด 24 โครงการ รวมเป็นมูลค่ากว่า 52,000 ล้านบาท โดย
- เป็นคอนโดมิเนียม 13 โครงการ และโครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด/ทาวน์โฮม) 11 โครงการ
- เป็นโครงการระดับพรีเมียม 49%, มีเดียม 36%, จับต้องได้ 15%
- 80% เป็นโครงการในกรุงเทพมหานคร
- โครงการต่างจังหวัดได้แก่ ภูเก็ต 6 โครงการ, พัทยา 1 โครงการ และหัวหิน 1 โครงการ
2026 ปรับเป้าให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น พร้อมหาธุรกิจใหม่ช่วยเสริมการเติบโต

สำหรับเป้าหมายปี 2026 อุทัยบอกว่า แสนสิริจะเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 33 โครงการ โดยสัดส่วนคอนโดมิเนียมกับแนวราบยังอยู่ที่ราวๆ ครึ่งต่อครึ่งเหมือนเดิม แต่มูลค่าลดลงเหลือเพียงราวๆ 51,000 ล้านบาท
สาเหตุที่จำนวนโครงการเยอะขึ้น แต่มูลค่าน้อยลงนั้น อุทัยอธิบายว่า ปีนี้ตั้งใจเจาะตลาด ‘มีเดียม’ มากขึ้นเป็น 41% แล้วลดพรีเมียมลงเหลือเพียง 39% เนื่องจากมองว่า ในปี 2025 แสนสิริทำโครงการระดับบนไปมากพอสมควร และยังมีว่างให้ขายต่ออยู่ ขณะที่ตลาดระดับกลางก็ใหญ่ขึ้นด้วย โดยเฉพาะในตลาดคอนโด
ขณะเดียวกัน ยอดพรีเซลล์ที่คาดหวังกลับลดลงเหลือเพียง 48,000 ล้านบาท และยอดโอนอยู่ที่ราวๆ 39,000 ล้านบาท เพราะอุทัยต้องการตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปได้จริงๆ โดยปีนี้ก็มียอดขายค้าง (Backlog) ที่พร้อมรับรู้ทันทีประมาณ 11,000 ล้านบาทแล้ว
และเพื่อให้แสนสิริสามารถทำตามเป้าหมายที่วาง ภูมิภักดิ์ก็อธิบายกลยุทธ์ประจำปี 2026 ไว้ดังนี้
- เจาะตลาดมีเดียมถึงพรีเมียม เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย
- ตอกย้ำจุดแข็งด้านความเชื่อมั่น เพราะเป็นองค์กรที่อยู่มานานกว่า 40 ปี และผู้บริโภคก็ให้ความไว้วางใจมาตลอด พร้อมบริการหลังการขายที่ได้รับคำชมอยู่เสมอ
- หาธุรกิจใหม่ เสริมธุรกิจหลัก โดยในปี 2025 แสนสิริเปิดธุรกิจใหม่ชื่อว่า ‘ต้นแบบ’ บริการรับสร้างบ้าน ซึ่งมีโอกาสเติบโตขึ้นสองเท่าในปี 2026 ขณะเดียวกัน บริษัทก็ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่ไม่จำกัดว่าต้องเกี่ยวข้องกับอสังหาฯ เท่านั้นด้วย
- หาพันธมิตรร่วมทุนเพิ่ม โดยปัจจุบัน แสนสิริมีพันธมิตรในการทำ Joint Venture ประมาณ 5 ราย ซึ่งล้วนเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน
“ต้องยอมรับว่าถ้าเศรษฐกิจมหภาค หรือเศรษฐกิจในประเทศเราไม่เติบโต และยังมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจนี้ไม่ได้ ธุรกิจนี้ มันก็อาจจะไม่เติบโต หรืออาจจะถดถอยด้วยเรื่อง Aging Society ที่เป็นส่วนประกอบ แต่อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการก็ต้องไปหาทางออก อย่างเช่นธุรกิจเราก็หาธุรกิจใหม่เข้ามา” ภูมิภักดิ์กล่าว
สุดท้ายนี้ อสังหาริมทรัพย์ในไทยจะกลับสู่ ‘จุดสมดุล’ เมื่อไร? และใครจะเป็นผู้เล่นที่อยู่รอด? คงต้องติดตามกันต่อไป
- แสนสิริโชว์ผลงานแกร่งปี 67 ครองแชมป์รายได้รวม 39,205 ลบ.รักษากำไรสุทธิได้ถึง 5,253 ลบ. ท่ามกลางภาวะแข่งขันสูง
- สมิติเวช จับมือ แสนสิริ เปิดแคมเปญ “Wellness at Home” ยกระดับการอยู่อาศัย ดูแลสุขภาพได้ถึงบ้าน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา