วิสัยทัศน์ Orbix Technology เมื่อ Programmable Money คือ Game Changer พลิกโฉมการโอนเงินข้ามพรมแดน

บนเวที Money20/20 Summit Thailand มุมมองของ Orbix Technology ชี้ชัดว่า อนาคตของระบบการโอนเงินระหว่างประเทศของไทย ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ เชื่อมต่อได้ และสามารถกำกับดูแลได้ในระดับภูมิภาค โดยมี “Stablecoin” และ “Programmable Money” เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ

อยากชวนทุกคนมาเจาะลึกวิสัยทัศน์ เพื่อทำความเข้าใจว่า ปัจจุบันระบบการเงินมี Pain Point อะไร? เรากำลังจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน? และถ้าทำสำเร็จ โฉมหน้าของการโอนเงินข้ามพรมแดนของไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

Pain Point ของระบบโอนเงินข้ามประเทศในปัจจุบัน

หากเรามองระบบการโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน (เช่น การผ่านระบบ SWIFT) แม้จะมีความน่าเชื่อถือสูง แต่ก็แลกมาด้วยข้อจำกัดหลายประการ

  1. ใช้เวลานานและติดวันหยุด การโอนเงินระหว่างธุรกิจ (B2B) มักใช้เวลาหลายวัน และไม่สามารถทำได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์
  2. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน กระบวนการตรวจสอบเงื่อนไขการชำระเงิน เอกสาร และการปล่อยเงิน มักต้องใช้ “คน” ในการจัดการ ทำให้เกิดต้นทุนและความล่าช้า
  3. ขาดความยืดหยุ่น เงินในปัจจุบันทำหน้าที่แค่เป็น “ตัวกลาง” แต่ไม่สามารถ “คิด” หรือ “ตัดสินใจ” เองได้ว่าควรจะถูกจ่ายออกไปเมื่อไหร่และภายใต้เงื่อนไขใด

Stablecoin คือเครื่องมือ แต่ “Infrastructure” คือแกนหลัก

พิสิทธิ์ กุลกาญจนาชีวิน Managing Director ของ Orbix Technology & Innovation ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่วงการการเงินต้องการจริงๆ คือ “โครงสร้างพื้นฐานและช่องทางการชำระเงินที่ถูกกำกับดูแล” ซึ่งแนวทางที่ Orbix Technology และ KASIKORNBANK กำลังทำ คือการพัฒนา Q-money และ THBS ซึ่งเป็น Thai Baht Programmable Payment ที่อยู่บนบล็อกเชน Quarix ซึ่งมีมูลค่า 1 THBS = 1 บาท เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ด้วยแอป Q Wallet by KBank

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มี USDC แต่อยากซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศไทย นักท่องเที่ยวสามารถแปลง USDC เป็น THBS บนแอป Q Wallet และสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินได้เลย โดยก่อนใช้งานระบบจะทำการ e-KYC ยืนยันตัวตนให้เสร็จ (ไม่ต้องไปสาขาธนาคาร) และที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการไทยสามารถรับเงินบาทเข้าบัญชีได้ทันที (ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ระหว่างทดสอบภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย และ Digital Asset Regulatory Sandbox ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)

Game Changer ที่แท้จริงคือ “Programmability”

หลายคนมักคิดว่าบล็อกเชนดีเพราะ “โอนเงินได้เร็ว 24 ชั่วโมง” แต่ พิสิทธิ์ เน้นย้ำว่า ความเร็วนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะหัวใจสำคัญที่จะพลิกโฉมวงการคือ Programmable Cash Flow (การออกแบบและตั้งโปรแกรมกระแสเงินสด) ผ่าน Smart Contract

แทนที่เราจะโอนเงินแล้วจบไป เราสามารถ “ฝังเงื่อนไข” ลงไปในเงินก้อนนั้นได้เลย เช่น ในมุมลูกค้าระดับองค์กร ถ้ามีการซื้อสินค้าระหว่างประเทศ​ เมื่อสินค้าส่งถึงปลายทาง และระบบยืนยันความถูกต้อง ระบบจะทำการปลดล็อกเงินและโอนให้คู่ค้าต่างประเทศทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอคนมานั่งตรวจเอกสาร ลดความเสี่ยง และสามารถตรวจสอบย้อนหลัง (Auditability) ได้แบบ 100%

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ Orbix Technology และ KASIKORNBANK ร่วมมือกับ Kinexys by J.P. Morgan ทดสอบระบบการโอนเงินข้ามพรมแดนให้ลูกค้าองค์กร ซึ่งผลลัพธ์คือ สามารถลดระยะเวลาธุรกรรมจากที่เคยกินเวลาหลายวัน เหลือเพียง “ไม่กี่นาที” แถมทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อนาคตคือ “บูรณาการ” ไม่ใช่ “แทนที่”

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ คือ “ความเชื่อมั่นและการบูรณาการ” เข้ากับระบบสถาบันการเงินเดิม (Legacy Systems) ทั้งในแง่ของกฎหมาย ภาษี และมาตรฐานบัญชี

Orbix Technology มองว่า ในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า Stablecoin และ Programmable Money จะไม่ได้เข้ามาแทนที่ระบบ SWIFT แต่จะเข้ามาเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยธนาคารจะยังคงเป็นผู้บริหารจัดการระบบ (Orchestrator) เพื่อความน่าเชื่อถือ และบล็อกเชนจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Layer) ที่อยู่เบื้องหลัง

สรุป

สิ่งที่ Orbix Technology กำลังสื่อสารบนเวที Money20/20 Summit Thailand คือภาพสะท้อนว่า นวัตกรรมการเงินของไทย กำลังวางรากฐานอย่างระมัดระวัง เพราะในโลกของการเงินระดับประเทศ เมื่อเงินสามารถตั้งโปรแกรมได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราโอนเงินได้เร็วแค่ไหน?” แต่อยู่ที่ว่า “ระบบที่เราสร้างขึ้นมานั้น มั่นคง เชื่อถือได้ และบูรณาการได้อย่างยั่งยืนเพียงใด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา