สิงคโปร์ทำอะไรอยู่? ทำไม OpenAI-Google-NVIDIA ถึงพร้อมใจลงเงินให้หลายพันล้านบาท

โป๋ กูยอมแล้ว

ยอมจริงๆ เพราะเมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง OpenAI, Google, และ NVIDIA ทยอยประกาศความร่วมมือและการลงทุนใหม่ใน ‘สิงคโปร์’ มันก็ยิ่งชัดว่า ประเทศนี้กำลังเร่งยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก

ความเคลื่อนไหวสำคัญคือ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ประกาศจัดตั้ง ‘Applied AI Lab’ แห่งแรกนอกสหรัฐฯ ที่สิงคโปร์ ผ่านความร่วมมือระยะยาวกับรัฐบาลสิงคโปร์ พร้อมทุ่มงบลงทุนมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเกือบ 7,660 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ในประเทศ

OpenAI ระบุว่า แล็บแห่งใหม่นี้จะช่วยผลักดันการนำ AI ไปใช้งานในภาคส่วนสำคัญ ทั้งบริการภาครัฐ การเงิน สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงทำงานร่วมกับสตาร์ตอัปในประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนขยายทีมเทคนิคในสิงคโปร์ให้มีตำแหน่งงานมากกว่า 200 ตำแหน่งในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า หลังจากเพิ่งเปิดสำนักงานในสิงคโปร์เมื่อปี 2567

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขัน AI ที่เข้มข้นขึ้น ระหว่าง OpenAI กับคู่แข่งอย่าง Google และ Anthropic ซึ่งต่างเร่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในหลายประเทศ เพื่อขยายอิทธิพลของแพลตฟอร์ม AI ของตัวเอง

นอกจาก OpenAI แล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังประกาศความร่วมมือระดับชาติกับ Google ภายใต้ ‘National AI Partnership’ เพื่อเร่งนำ AI ไปใช้แก้ปัญหาสังคม พัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรมภาคธุรกิจ และสร้างระบบนิเวศ AI ที่มีความปลอดภัย แม้ Google จะไม่ได้เปิดเผยเม็ดเงินลงทุนโดยตรง แต่ดีลนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในยุทธศาสตร์ AI ของประเทศ

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ยังมีความร่วมมือกับ Google DeepMind เพื่อศึกษาการใช้ AI ในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะแนวคิด ‘triadic care’ ซึ่งเป็นการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยดูแลผู้ป่วยตลอดกระบวนการรักษา ขณะที่แพทย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลัก

อีกด้านหนึ่ง NVIDIA ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ประกาศตั้ง ‘ศูนย์วิจัย AI’ แห่งแรกในสิงคโปร์ และถือเป็นศูนย์วิจัยแห่งที่สองของบริษัทในเอเชียแปซิฟิก โดยจะมุ่งพัฒนา AI ที่ทำงานในโลกจริง เช่น หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ และโดรน รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การลงทุนของ NVIDIA สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของสิงคโปร์ที่ต้องการเป็นฐานทดลองและใช้งาน AI ในโลกจริง ไม่ใช่เพียงศูนย์กลางด้านการวิจัยโมเดลเท่านั้น โดยรัฐบาลเตรียมเปิดสนามทดสอบสำหรับให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบ ทดลอง และประเมินความพร้อมเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI ภายในปีนี้

บริษัทที่คาดว่าจะเข้าร่วมในระยะแรกมีทั้ง Certis, DHL, Grab, และ QuikBot ขณะที่รัฐบาลยังจะร่วมมือกับบริษัทด้านหุ่นยนต์อย่าง Slamtec, Unitree, และ QuikBot ผ่านศูนย์ ‘Center for Intelligent Robotics’ เพื่อทดลองใช้หุ่นยนต์ AI ในงานส่งอาหาร ส่งพัสดุ ทำความสะอาด และงานลาดตระเวนด้านความปลอดภัย เพื่อทำงานเสริมกับแรงงานมนุษย์

‘Josephine Teo’ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ระบุว่า แม้ตลาดภายในประเทศของสิงคโปร์อาจไม่ได้ใหญ่พอจะดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีด้วยขนาดเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศน่าสนใจคือ การเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ที่เชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก และมีประวัติในการนำเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ไปใช้งานจริง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าสิงคโปร์กำลังวางตัวเองให้เป็น ‘สนามกลาง’ ของการแข่งขัน AI โลก ด้วยจุดขายเรื่องความเป็นกลาง ความพร้อมด้านบุคลากร และความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้จริงในระดับประเทศ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากแผน AI ระดับชาติของสิงคโปร์ ที่ประกาศทุ่มงบมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25,530 ล้านบาท) ในช่วงปี 2568-2573 เพื่อเสริมศักยภาพการวิจัย AI ภาครัฐ

เมื่อรวมกับการลงทุนจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง AWS, Microsoft, Google, OpenAI และ NVIDIA ภาพที่ชัดขึ้นคือ สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ใช้ AI แต่กำลังพยายามกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของเศรษฐกิจ AI โลกในระยะยาว

ที่มา: Bloomberg, CNBC [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา