ในวันที่โลกธุรกิจเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ยากจะคาดเดา ธุรกิจ ‘ประกันชีวิต’ เองก็ไม่ต่างกันนัก

สำหรับ ‘เมืองไทยประกันชีวิต’ ภาพใหญ่ในวันนี้คือการพยายามเติบโตอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับความ ‘ยั่งยืน’ มากกว่าการเร่งสปีดโดยไม่มองความเสี่ยง
Brand Inside มีโอกาสเข้าร่วมงานแถลงข่าวเมืองไทยประกันชีวิตประจำปี 2569 โดย ‘สาระ ล่ำซำ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออกมาฉายภาพมุมมองต่อธุรกิจประกันชีวิต ท่ามกลางโลกที่ผันผวน และโจทย์ใหม่ที่อุตสาหกรรมต้องรับมือในระยะต่อจากนี้
ภาพรวมธุรกิจปี 2568
‘สาระ’ เล่าว่า ปี 2568 เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่เบี้ยรวมโตขึ้นประมาณ 5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 2-3%
โดยกลุ่มที่โตแรงที่สุดคือ ประกันควบการลงทุนอย่าง Investment Linked ที่พุ่งถึง 249% สะท้อนว่า คนเริ่มมองประกันไม่ใช่แค่เรื่องคุ้มครอง แต่เป็นเครื่องมือบริหารเงินไปพร้อมกัน
ด้านการเงิน ‘สาระ’ เล่าให้ฟังว่า เมืองไทยประกันชีวิตมีสินทรัพย์รวมราว 6.9 แสนล้านบาท โดยกว่า 80-90% เป็นสินทรัพย์ที่นำไปลงทุน และยังรักษาเงินกองทุนหรือ CAR Ratio ไว้มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนขั้นต่ำตามเกณฑ์หน่วยงานกำกับดูแลที่ 140% เพื่อเป็นกันชนรองรับความผันผวนในอนาคต
ขณะเดียวกันยังได้เรตติ้งจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA (tha) (Stable Outlook)
ประกันยุคนี้ ต้องคุ้มในระยะยาว
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ ‘สาระ’ พบ คือมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS 17 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และบีบให้ธุรกิจประกันต้องคิดยาวขึ้น เพราะหากขายแบบประกันที่ขาดทุน จะต้องรับรู้ผลลบทันทีในงบ
ทำให้บริษัทต้องโฟกัสเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มากกว่าแค่ปริมาณยอดขาย พูดง่ายๆ คือขายเยอะอย่างเดียวไม่พอ ต้องขายแล้ว ‘คุ้มในระยะยาว’ ด้วย
‘สาระ’ มองว่าโลกวันนี้ไม่เหมาะกับการวางแผนยาวแบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะความผันผวนมาเร็วและแรงขึ้น ทั้งสงคราม การเมือง และเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการมองไกลอย่างเดียว มาเป็นการมองให้ ‘สั้นลง’ และ ‘ใกล้ขึ้น’ เพื่อปรับตัวได้ทันเวลา
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมคือเรื่อง Fraud, Waste, and Abuse (FWA) หรือการใช้สิทธิประกันเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในประกันสุขภาพ ซึ่งในไทยคิดเป็นราว 10.8% ของระบบ แม้จะลดลงจากปีก่อนที่เคยสูงถึง 14-15% แต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่ โดย ‘สาระ’ มองว่าหากควบคุมตรงนี้ได้จริง เบี้ยประกันสุขภาพก็จะไม่พุ่งแรงจนเกินไป และอยู่ได้แบบยั่งยืนมากขึ้น
อีกความเสี่ยงใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ PM 2.5 ไปจนถึงโรคจากไลฟ์สไตล์คนเมือง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่บริษัทประกันต้องนำมาคิดจริงจังในการออกแบบความคุ้มครอง ไม่ใช่แค่โรคร้ายแรงแบบเดิมๆ อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ฝั่งการลงทุนเองก็เริ่มมีโอกาสใหม่ เมื่อ คปภ. เปิดให้บริษัทที่แข็งแรงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง การลงทุนตรงในธุรกิจนอกตลาด (Private Equity) หรือ การปล่อยกู้ให้เอกชน (Private Credit) ได้มากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนในยุคที่ตลาดการเงินผันผวนและดอกเบี้ยไม่แน่นอน
สังคมสูงวัย ไม่ได้แย่เสมอไป คือโอกาสทองธุรกิจประกัน
ถ้ามองเชิงโครงสร้างประชากรไทย ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่แค่ความท้าทายเสมอไป แต่ในอีกด้าน กลับกลายเป็น ‘โอกาสทอง’ ของธุรกิจประกัน
‘สาระ’ อธิบายว่า เมืองไทยประกันชีวิตออกแบบผลิตภัณฑ์อย่าง ‘Smart Silver’ และ ‘Smart Silver Plus’ ที่โฟกัสโรคยอดฮิตของผู้สูงวัย เช่น อัลไซเมอร์ ภาวะติดเตียง และกระดูกแตกหัก โดยจุดเด่นคือ เป็นเจ้าแรกที่จ่ายผลประโยชน์แบบรายเดือน และโอนเงินตรงไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อช่วยจัดการค่าใช้จ่ายให้คนที่อาจดูแลเงินเองไม่ไหว
รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘Muang Thai Flexi Protection 99/5’ แบบประกันชีวิตที่สามารถเปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี ด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายเบี้ยตามจริงคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ แถมยังขยายเกณฑ์อายุรับประกันจากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ปี เป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี ในกรณีที่เสียชีวิต ทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังพัฒนาแบบประกัน ‘MTL Premier Legacy’ สำหรับการส่งต่อความมั่งคั่ง และวางแผนภาษีมรดก โดยพยายามกดเบี้ยให้ใกล้เคียงตลาดต่างประเทศ และออกแบบให้มีมูลค่าเงินสดคงที่ราว 80% ตลอดสัญญา เพื่อให้ใช้เป็นเครื่องมือจัดการทรัพย์สินจริงจัง ไม่ใช่แค่ถือกรมธรรม์เฉยๆ
เมื่อโครงสร้างเปลี่ยนไป ‘สาระ’ อธิบายกับ Brand Inside ฟังว่า สิ่งที่ต้องเปลี่ยนตามคือ วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้า โฟกัสที่ตัวตนของลูกค้า มากกว่าการเหมารวมเป็นกลุ่มใหญ่แบบเดิมๆ เช่น กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ หรือคนทำงานที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม เพราะพฤติกรรม ความเสี่ยง และความคาดหวังต่างกันหมด
ซึ่ง AI และบิ๊กดาต้ากลายเป็นหัวใจของเรื่องนี้ เพราะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย ทำให้บริษัทสามารถออกประกันที่เบี้ยถูกลง และเข้าถึงกลุ่มตลาดแมสได้มากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่คนมีเงินสูงเหมือนในอดีต
เมืองไทยประกันชีวิตจึงเริ่มทดลองใช้แนวคิด ‘Biological Age’ หรืออายุทางชีวภาพ ร่วมกับข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ เช่น การนอน การออกกำลังกาย เพื่อนำมาคิดส่วนลดเบี้ย ซึ่งปัจจุบันบางกลุ่มลดได้ถึง 8% และในอนาคตอาจใช้จริงจังมากขึ้นแทนอายุในบัตรประชาชน

ภาพรวมทั้งหมดที่ ‘สาระ’ ต้องการสะท้อนคือ ธุรกิจประกันชีวิตในวันนี้ ไม่ได้แข่งกันแค่ใครขายได้เยอะกว่า แต่แข่งกันว่าใคร “เข้าใจชีวิตคนมากกว่า” ตั้งแต่เรื่องเงิน สุขภาพ ไปจนถึงวัยเกษียณ และในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ประกันชีวิตเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาท จากแค่ผู้จ่ายเงินเมื่อเกิดเหตุ มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตระยะยาวของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา: ข่าวเมืองไทยประกันชีวิตประจำปี 2569
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา