Home Article ถ้ายัง ‘ตาย’ มากกว่า ‘เกิด’ คนไทย จะเหลือแค่ 33 ล้านคนใน 60 ปี เพราะสังคมสูงวัย-คนไม่อยากมีลูก สิ่งที่ตามมาคือ...

ถ้ายัง ‘ตาย’ มากกว่า ‘เกิด’ คนไทย จะเหลือแค่ 33 ล้านคนใน 60 ปี เพราะสังคมสูงวัย-คนไม่อยากมีลูก สิ่งที่ตามมาคือ ‘ค่ารักษา’ จะแพงขึ้น

เมื่อการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้ผู้คนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ความต้องการมีชีวิตยืนยาวพร้อมสุขภาพที่แข็งแรง หรือ Longevity กำลังกลายเป็นเทรนด์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวัยเกษียณ

แต่เมื่อหันกลับมามองความเป็นจริง ผู้สูงอายุบางกลุ่มในประเทศไทยอาจจะยังห่างไกลกับคำว่าชีวิตยืนยาวแบบมีคุณภาพ เพราะนอกจากสุขภาพที่ต้องดูแล ยังมีค่าใช้จ่ายและความมั่นคงทางการเงินที่ต้องเตรียมพร้อมไปพร้อมกัน

เมืองไทยประกันชีวิต ได้เปิดข้อมูลสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย และแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ที่กำลังบอกว่าการมีชีวิตแบบ Longevity อาจมีความท้าทายมากกว่าที่คิด

ประชากรอาจหายไปกว่าครึ่ง หากอัตราตาย-เกิด ยังเท่าเดิม

ในปี 2021 ได้มีข่าวที่น่าตกใจก็คือ อัตราผู้เสียชีวิตในประเทศไทยได้มากกว่าอัตราการเกิดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นช่องว่างนี้ก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่ กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society เพียง 2 ประเทศในอาเซียนร่วมกับสิงคโปร์

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังกระทบกับโครงสร้างประชากรอย่างหนักในทุกส่วน

มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2083 ประชากรในประเทศไทยอาจหายไปราวๆ 50% หรือเหลือเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น หากอัตราตาย-เกิด ยังคงดำเนินไปต่อเช่นนี้

และจากเดิมที่เคยมีวัยแรงงานในประเทศถึง 46 ล้านคน ก็อาจเหลือเพียง 14 ล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า

คนแก่เยอะขึ้น ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลกำลังพุ่งขึ้นตาม

เมื่อประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในวัยสูงอายุ แถมเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มเติบโต ความท้าทายใหญ่ของประเทศก็คือการเพิ่มขึ้นของ Medical Inflation หรือ การเฟ้อของค่ารักษาพยาบาล

สาระ อธิบายเพิ่มเติมว่า ค่ารักษาพยาบาลกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป โดยปัจจุบันประเทศไทยยังเพิ่มมากกว่า 10% 

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ต้นทุนการให้บริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้มีความต้องการทางการแพทย์เพิ่มตามไปด้วย รวมถึงจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) ที่สูงขึ้นตามสัดส่วนประชากร 

อีกทั้งต้นทุนค่ารักษาที่แพงขึ้น ก็กำลังส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพของไทย ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบสุขภาพในประเทศ 

  • หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ: ภาครัฐจำเป็นจะต้องจัดสรรงบกลางและงบฉุกเฉินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สวัสดิการข้าราชการ: ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565-2568 ผลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรทุกปี และช่องว่างระหว่างงบประมาณกับค่าใช้จ่าย มีแนวโน้มขยายตัว 
  • กองทุนประกันสังคม: ข้อมูลประมาณการทางการเงินระยะยาวของสำนักงานประกันสังคมสะท้อนให้เห็นว่า เงินกองทุนสะสมจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จนเหลือศูนย์ ในปี 2597

คนไทยอาจเงินหมดก่อนตาย ผู้สูงวัย 30% ไม่มีเงินออมสำหรับเกษียณเลย

ในเมื่อประเทศได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสุดยอด และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นก็เป็นความท้าทายของประเทศที่หลีกเลี่ยงได้ยาก คำถามต่อมาก็คือ แล้วคนไทยพร้อมแค่ไหน ที่จะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ 

ความเคยชินและพฤติกรรมของคนไทย ไม่ได้ถูกปลูกฝังแนวคิดเรื่องการออมเงินอย่างเพียงพอ มีถึง 37% ที่ยังต้องพึ่งพารายรับจากครอบครัว ขณะที่ขนาดครอบครัวไทยก็กำลังเล็กลงเรื่อยๆ ตามค่านิยมครอบครัวสมัยใหม่

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ในจำนวนผู้สูงอายุในไทย มีมากถึง 30% ที่ไม่มีเงินออมสำหรับวัยเกษียณ และมีถึง 60% ที่มีเงินออมน้อยกว่า 2 แสนบาท 

ทำให้เห็นว่าวัยที่เพิ่มมากขึ้น โรคที่รุมเร้าตามอายุ ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเงินออมที่ไม่เพียงพอในการดูแลชีวิต คนไทยอาจจะใช้เงินจนหมดลงก่อนที่จะเสียชีวิตก็ไม่เกินจริง

เมื่อคนอายุยืนถึง 80 แต่กลับสุขภาพดีถึงแค่อายุ 60 กว่า แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

เราอาจจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า Longevity ในยุคนี้ แต่ทางเมืองไทยประกันชีวิต ได้นำเสนอภาพใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือ ‘Longevity Economy’

อ้างอิงข้อมูลจาก The Geneva Association, based on data from WHO, Our World in Data, and WEF ปัจจุบันช่วงชีวิตหรืออายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ (Life Span) อยู่ที่ราว 81 ปี 

เมื่อมองช่วงของการมีสุขภาพดี (Healthy Life Span) จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 63.5 ปี นั่นหมายความว่า แม้จะมีอายุยืนยาว แต่หลังจากวัย 63 เป็นต้นไปยังต้องเผชิญกับโรคภัยและการเจ็บป่วยไปอีกหลายปี ขณะที่ช่วงของความมั่งคั่ง (Wealth Span) จะสิ้นสุดอยู่ที่ราวๆ 60-65 ปี 

ทำให้ช่องว่างของช่วงที่มีสุขภาพดีและมั่งคั่ง กับการมีชีวิตที่ยืนยาว ยังมีส่วนต่างอยู่ถึงประมาณ 10 กว่าปี

นี่จึงเป็นหัวใจของแนวคิด Longevity Economy ที่ต้องการให้ทั้ง 3 แกนสอดคล้องไปด้วยกัน นั่นก็คือ มีสุขภาพดีได้นานขึ้น มีความมั่นคงทางการเงินได้นานขึ้น เพื่อให้ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นนั้น เป็นช่วงชีวิตที่มีคุณภาพ 

ประกันบำนาญ กลายเป็นอีกทางเลือกของ Longevity Economy

เมื่อโจทย์ใหญ่ในตอนนี้คือการตามหาความมั่นคงในบั้นปลาย พร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมืองไทยประกันชีวิต จึงมองว่าการมีประกันบำนาญ จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยวางแผนอนาคต

ทำให้เกิดการขยับบทบาทจากการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ มาสู่การผลักดัน Longevity Economy อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัว ‘Muang Thai Flexi Retire Series’ ประกันบำนาญที่มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถวางแผนเกษียณได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

โดยจุดเด่นของประกันบำนาญนี้ คือการเลือกได้ว่าจะจ่ายเบี้ยประกันแบบไหน จ่ายครั้งเดียว จ่ายระยะสั้น หรือจ่ายจนถึงอายุที่กำหนด ต่อมาคือการเลือกช่วงเวลาที่จะรับเงินบำนาญได้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนกำหนดได้ภายหลังแบบไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติม 

ไปจนถึงการเลือกวิธีการรับประกันบำนาญ ว่ารับแบบรายปีหรือรายเดือน และการเลือกรับเงินบำนาญงวดแรก 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 แสนบาท โดยเป็นประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันได้แบบไม่ตรวจสุขภาพ

และเพื่อให้การสนับสนุน Longevity Economy เกิดขึ้นได้แบบครบวงจร ยังขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น ด้วย Senior Living และ Nursing Home จำนวน 44 แห่งทั่วประเทศ 

อย่างไรก็ตาม การมีประกันบำนาญ เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยวางแผนหลังเกษียณของผู้สูงอายุในประเทศไทย และเป็นการเตรียมรับมือกับค่ารักษาพยาบาลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

แต่โจทย์ที่สำคัญในวันนี้ของประเทศไทย คือจะทำอย่างไรให้คนไทยไม่ต้องเงินหมดก่อนเสียชีวิต และมีระบบสุขภาพที่สามารถรองรับสังคมสูงวัยได้อย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่ารักษาพยาบาล

เพราะ Longevity Economy ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำให้คนอายุยืนขึ้น แต่เป็นการจะทำอย่างไร ให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นพร้อมกับมีความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอ กับช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา