สุขภาพต้องมาก่อน! McDonald’s ยกเครื่องคุณค่าทางโภชณาการชุด Happy Meal ในสหรัฐอเมริกา

ถือเป็นความท้าทายของ McDonald’s หลังประกาศปรับคุณค่าทางโภชณาการชุด Happy Meal ในสหรัฐอเมริกาให้มีพลังงานต่ำกว่า 600 แคลอรี่ หนึ่งในนั้นคือการนำ “ชีสเบอร์เกอร์” ออกจากเมนู เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของเด็กๆ

ชุด Happy Meal // ภาพจาก Flickr ของ Calgary Reviews

กรีดเลือดตัวเองเพื่อตามเทรนด์ตลาด

ต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ McDonald’s ในสหรัฐอเมริกาเดินเกมด้วยนโยบายสุขภาพ เพราะเมื่อ 4 ปีก่อนก็เริ่มต้นไม่เสิร์ฟน้ำอัดลมในชุด Happy Meal เพื่อยกระดับคุณค่าทาโภชณาการไปแล้ว และถึงปัจจุบันการยกเลิกดังกล่าวก็ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของชุดนี้ลดลงถึง 14%

แต่ด้วยกระแสรักสุขภาพของทั้งตัวผู้บริโภค และผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเอง ทำให้ McDonald’s ต้องกรีดเลือดตัวเองอีกครั้งด้วยการหั่นแคลอรี่ในชุด Happy Meal ออก ด้วยการยกเลิกเมนูชีสเบอร์เกอร์ และนมรสช็อคโกแลต รวมถึงลดขนาดของเมนูนักเก็ต กับเฟรนช์ฟรายลงอีกด้วย

เพื่อคุมพลังงานของแต่ละชุดให้ต่ำกว่า หรือเท่ากับ 600 แคลอรี่ รวมถึงลดโซเดียมให้ต่ำกว่า หรือเท่ากับ 650 มก. เช่นกัน เนื่องจาก 1 ใน 3 ของเด็กในสหรัฐฯ จะรับประทาน Fast-Food ทุกวัน จนทำให้พวกเขาอ้วน และมีน้ำหนักเกิน และการตัดเมนูข้างต้นออก McDonald’s ก็จะเน้นขายแอปเปิ้ล กับส้มเขียวหวาน ส่วนน้ำก็จะเพิ่มน้ำเปล่าเข้ามา

Little boy eating a hamburger. isolated on a white background
ภาพ shutterstock

แบรนด์ใหญ่ทำเรื่องสุขภาพกันทุกราย

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังต่อยอดมาจากสถิติการสั่งนมจืด, น้ำเปล่า และน้ำผลไม้ในชุ Happy Meal ที่เพิ่มขึ้น 9.4% ใน 13 ตลาดที่ McDonald’s เข้าไปทำธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่เมืองลุงแซมที่เดียวที่ผู้ปกครองใส่ใจเรื่องสุขภาพ ที่อื่นๆ ก็ใส่ใจเรื่องนี้เช่นกัน

และการออกแบบเมนูเช่นนี้ยังช่วยให้ McDonald’s แข่งขันในตลาด Fast-Food ได้ดีขึ้นด้วย เพราะปัจจุบัน Wendy’s, KFC และ Burger King ยังไม่ปรับเมนูให้มีค่าโภชณาการ ทำให้ผู้ปกครองน่าจะเลือกพาบุตรหลานเข้า McDonald’s มากกว่า ที่สำคัญแบรนด์ร้านอาหารยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็เริ่มใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้นแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น Nestle, Unilever, Panera Bread, Starbucks และ Chipotle ที่เริ่มเดินหน้าปรับคุณค่าทางโภชณาการในด้านต่างๆ พร้อมเพิ่มการจำหน่ายผลไม้ หรือผักสดจากไร่ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้กับผู้ซื้อด้วย และในปีนี้ร้าน Fast-Food ในสหรัฐฯ รายอื่นก็น่าจะเริ่มหยิบเรื่องสุขภาพมาช่วยทำตลาดกันมากขึ้นแน่ๆ

สรุป

การแข่งขันในแง่สุขภาพนั้นเพิ่มขึ้นโดยตลอด เพราะผู้บริโภคเริ่มใส่ใจในเรื่องนี้มากขึ้น และส่งผลไปถึงบุตรหลานที่ยังไม่มีความเข้าใจในการดูแลตัวเองมากนัก ก็ถูกบังคับให้กินของมีประโยชน์ไปโดยปริยาย ดังนั้นถ้าร้านอาหาร หรือธุรกิจอื่นๆ ไม่ใส่ใจเรื่องสุขภาพในตอนนี้ ก็คงตกขบวนรถไฟเป็นแน่แท้

อ้างอิง // The Washington Post, Quartz

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา