ในปีที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเผชิญภาวะหดตัว 7% จากแรงกดดันเศรษฐกิจ และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ทำให้มูลค่าตลาดรวม 4 สินค้าหลักอย่างทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้าและเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 77,000 ล้านบาท ติดลบพร้อมกัน กระทบผู้เล่นหลายรายในสนามแข่ง

แต่ ‘LG ประเทศไทย’ กลับเป็นไม่กี่รายที่ยังโตสวนตลาดที่ 7% ซึ่งไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการลองไปจับตลาดที่ผู้เล่นอื่นอาจมองข้ามในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวนั่นคือการรุกตลาด ‘พรีเมียม’ และ ‘แฟล็กชิป’ อย่างเต็มตัว
ตัวอย่างเช่น ‘WashTower’ เครื่องซักผ้าสองชั้นราคาเหยียบแสนที่ยอดขายพุ่งจาก 3,800 เครื่องในปี 2567 เป็น 6,000 กว่าเครื่องในปี 2568 รวมถึง ‘OLED TV’ จอใหญ่ราคาหลักแสนที่ยังโตได้ถึง 30% ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อยังพร้อมจ่าย หากผลิตภัณฑ์นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และมีนวัตกรรมที่เหนือกว่า
ปี 2569 ต้องดีกว่าเดิม
‘อำนาจ สิงหจันทร์’ หัวหน้าฝ่ายการตลาด LG Electronics ประเทศไทย อธิบายว่า แม้ตลาดรวมจะหดตัว แต่ LG กลับโตสวนทาง และในปีนี้ บริษัทจะนำกลยุทธ์ ‘Dual Transformation’ มาปรับใช้ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนผ่านการยกระดับโมเดลธุรกิจใน 2 มิติหลัก ได้แก่:
1. ปรับโมเดลธุรกิจตามกลุ่มลูกค้า
- B2C (Business to Consumer): ยังคงเป็นแกนหลักของรายได้ราว 65% ผ่านกลุ่มตัวแทนจำหน่าย และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ พร้อมโฟกัสผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียม และนวัตกรรม AI ที่ใช้งานง่าย
- B2B (Business to Business): รุกตลาดลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะกลุ่ม ‘ระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์’ (HVAC) และ ‘จอแสดงผลอัจฉริยะ’ (Information Display) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ส่วนนี้เป็น 15% ผ่านการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายอุตสาหกรรม
- D2C (Direct to Consumer): อีกฟันเฟืองสำคัญผ่านการขายตรงสู่ผู้บริโภค ซึ่งปีที่แล้วมีสัดส่วนราว 20% และตั้งเป้าให้เพิ่มเป็น 25% จากบริการ ‘LG Subscribe’ รวมถึงการรุกช่องทาง Online Brand Shop (OBS) ทั้งบนเว็บไซต์ LG.com และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ตั้งเป้าโตอีก 20%
นอกจากนี้ LG ยังปรับโมเดลธุรกิจl ด้วยระบบ Subscription ที่ช่วยลดอุปสรรคด้านราคา จากเดิมที่ต้องจ่ายเงินก้อนหรือผ่อนระยะสั้น ก็เปลี่ยนเป็นการจ่ายรายเดือนหลักร้อยบาทต่อเนื่อง 5-7 ปี พร้อมบริการหลังการขายแบบครบวงจร ซึ่งตอบโจทย์คนไทยพอสมควร เพราะช่วยให้เข้าถึงสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ในยุคที่คนระมัดระวังการใช้จ่าย
โดยสินค้าที่ครองแชมป์ใน LG Subscribe มากที่สุด คือ ‘เครื่องซักผ้า’ ตามมาด้วย ‘เครื่องปรับอากาศ’ และ ‘เครื่องกรองน้ำ’ ซึ่งก็ตรงกับจุดแข็งเดิมของ LG ที่ครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งตลาดเครื่องซักผ้ามายาวนานถึง 27 ปี
2. เพิ่ม AI เข้าไปในสินค้าหลายกลุ่มมากขึ้น
ในขณะที่หลายแบรนด์พยายามแข่งกันชูความล้ำของ AI แต่ LG เลือกเดินเกมที่แตกต่างด้วยแนวคิด ‘Zero Labor Home’ หรือ ‘บ้านไร้แรงงาน’ ที่ไม่ได้เน้นฟีเจอร์หวือหวา มาใช้ในบ้าน แต่ต้องช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น และเพิ่มความสะดวกสบายจริง เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำงานแทนคนได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ
ปีนี้ LG ขยายการใช้ AI ไปในหลายไลน์สินค้า ตั้งแต่เครื่องซักผ้าที่มีฟีเจอร์ AI อยู่ในสัดส่วนประมาณ 30-40% ของรุ่นที่วางขาย โดยเฉพาะรุ่นแฟล็คชิปอย่าง ‘WashTower’ ที่ผู้ใช้เพียงแค่กดปุ่มเดียว ระบบจะเรียนรู้และปรับการซักให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของคุณเองโดยอัตโนมัติ
ส่วนในเครื่องปรับอากาศ 3 ซีรีส์บนที่มาพร้อมนวัตกรรม AI Air ซึ่งสามารถเรียนรู้สภาพแวดล้อมในห้อง และไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ เพื่อปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมและประหยัดไฟที่สุด โดยไม่ต้องคอยกดรีโมตเอง
ด้านทีวี LG ใส่ AI แบบเต็มรูปแบบ 100% ในทุกรุ่น โดยเฉพาะไลน์อัปปี 2569 ที่มาพร้อมชิปประมวลผล ‘alpha 11’ ซึ่งฉลาดขึ้นกว่าเดิม 4 เท่า ช่วยยกระดับทั้งภาพและเสียงให้คมชัดในระดับพรีเมียม โดย ‘อำนาจ’ ยืนยันว่าฟีดแบ็กจากผู้ใช้ไทยค่อนข้างดี เพราะ AI ของ LG ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทันที ต่อให้ไม่ถนัดเทคโนโลยีก็ใช้ได้ แค่เปิดให้ระบบเรียนรู้และทำงานเอง
ยังโตได้ต่อเนื่อง เพราะเจาะลูกค้าถูกจุด
ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่ทำให้ LG ยังโตสวนกระแสตลาดได้ เพราะผู้บริโภคเริ่มมองหาความคุ้มค่าจากนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ดูดี แต่ใช้งานจริงไม่ได้
และในปีนี้ LG ยังมีแรงส่งจากเทศกาลฟุตบอลโลกที่มักดันยอดขายทีวีในทุกครั้ง รวมถึงการคาดการณ์ว่า สภาพอากาศจะร้อนกว่าปกติ ซึ่งทำให้ความต้องการต่อยอดเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอีก ทำให้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10% เพื่อสานต่อโมเมนตัมจากปีที่ผ่านมาในตลาดที่ยังผันผวน แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ที่กล้าเล่นเกมต่างได้เสมอ
- ครบหนึ่งปี LG Subscribe ในไทย ตอกย้ำความสำเร็จโมเดลเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้ารายเดือนเจ้าแรกของประเทศ
- LG ครองแชมป์อันดับ 1 ตลาดทีวี OLED ไทย กวาดส่วนแบ่งตลาด OLED 64.2%
ที่มา: สัมภาษณ์กลุ่ม “เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ธุรกิจแอลจี ประจำปี 2569 พลิกโฉมอนาคตด้วย AI in Action”
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา