ขอเป็นตัวแทนทีมชาติไทย สู้ ‘ทุนนอก’ ในตลาดอาหารจีน ‘ล่าเมียว’ เปิดแบรนด์ใหม่สไตล์เซี่ยงไฮ้ ปิ้งย่างหมุนๆ ชื่อ Keep in TOUCH

เมื่อ ‘หมาล่า’ กลายเป็นอีกหนึ่ง ‘รสชาติ’ ที่คนไทยคุ้นเคย และกระแสอาหารจีนก็กลับมามีอิทธิพลต่อเทรนด์การกินของนักกินชาวไทยอีกหน ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ จึงขอเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ในฐานะแบรนด์ร้านอาหารจีนของคนไทย เพื่อคนไทย สู้กับทุนนอกทุนหนาที่กำลังบุกมาทุกทิศทาง

‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ หรือ บริษัท ซีบี ทีเอ เทรดดิ้ง จำกัด เจ้าของร้านหมาล่าชื่อดังอย่าง ล่าเมียว’ (La Meow) และร้านปลาต้มผักกาดดอง โมยุเมียว’ (Moyu Meow) คือบริษัทไทยของคนไทยอย่าง ‘แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์’ อดีตวิศวกรผู้ก่อตั้งล่าเมียวและผู้นำหมาล่าบาร์เข้าไทยเป็นเจ้าแรกๆ จนกระทั่งวันนี้มีสาขารวมทั้งหมด 14 สาขา

ล่าสุด ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ ยังได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง Keep in TOUCH ปิ้งย่างหมุนๆ สไตล์เซี่ยงไฮ้ ที่กำลังฮอตฮิตติดกระแสสุดๆ ในประเทศจีน มาให้บริการในไทยเป็นเจ้าแรก โดย ‘แอมป์’ บอกว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ ‘กลยุทธ์สู้ทุนนอก’ ของล่าเมียว

ทุนนอกบุกไทย เงินหนา-สเกลใหญ่-พร้อมจ่าย

‘แอมป์’ เล่าสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารปี 2026 ว่า เป็นปีที่ทุกคนบอกว่ามันจะยาก มันจะเผาจริง มันจะน่ากลัว แต่จนถึงปัจจุบัน ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ เองยังคงมีสัญญาณดีอยู่และลูกค้ายังคงมีกำลังซื้อ

สิ่งที่แอมป์มองว่าต้องระวังจริงๆ คือ ‘ทุนนอก’ ที่เข้ามาอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่แค่ธุรกิจอาหาร แต่แฟชัน ไลฟ์สไตล์ และกีฬาเองก็เช่นเดียวกัน

โดย ‘ทุนนอก’ นั้นเข้ามาด้วยเงินทุนหนาและสเกลใหญ่ สามารถเปิดร้านขนาดใหญ่ ตกแต่งสวยงาม ทำโปรโมชันแรงๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงสามารถเข้าถึงพื้นที่ในศูนย์การค้าได้ง่ายด้วยความพร้อมจ่ายที่มี

ขณะที่คนไทยเองก็เปิดรับทุกอย่าง ทำให้ลูกค้ามักจะสวิตช์ไปสู่สิ่งใหม่ได้ง่าย และต้องใช้เวลา 1-2 เดือนในการดึงดูดลูกค้ากลับมาแบรนด์เดิม

เจ้าของล่าเมียวกรุ๊ปยกตัวอย่างสถานการณ์ว่า ปี 2568 บริษัทสร้างรายได้รวม 250 ล้านบาท เติบโตไม่ตรงตามเป้า เพราะช่วงต้นปีมีแบรนด์ดังจากจีนเข้ามาตีตลาดหนักมาก

อย่างสถานการณ์ใน ‘เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ ต้องเผชิญหน้ากับร้านอาหารสไตล์เดียวกันหลายร้านแบบบนล่างซ้ายขวา จึงยากจะรักษาฐานลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ในรูปแบบไม่ไปลองแบรนด์ใหม่เลย แต่ต้องอาศัยรสชาติและคุณภาพดึงลูกค้ากลับมาหลังจากไปทดลองของใหม่แล้ว

โดยสาเหตุที่ทำให้ล่าเมียวจะสามารถทำตลาดกลับมาได้ช่วงกลางปี เพราะบริษัทมุ่งเน้นทำแบรนดิ้งให้กับ ‘ล่าเมียว’ อย่างหนัก เน้นคุณภาพวัตถุดิบสดใหม่ พร้อม Healthy และ Juicy ในเวลาเดียวกัน

รับมือทุนนอก ทันเทรนด์ เน้นแบรนด์ อุดหนุนเกษตรไทย

วิธีรับมือกับทุนนอกของล่าเมียวกรุ๊ป อย่างแรกคือ “อะไรกำลังเป็นเทรนด์ในจีน ล่าเมียวกรุ๊ปต้องทำก่อน ทำคนแรกให้” นอกจากเป็นคนไทยคนแรกแล้วยังต้องรีบเข้าเจรจากับศูนย์การค้าและยึดพื้นที่หัวหาดเอาไว้ให้ได้

ต่อมาคือ ‘แบรนด์’ (Branding) และการตลาด (Marketing) จะต้องแข็ง ตอนนี้ล่าเมียวกรุ๊ปเองก็อยู่ระหว่างการสร้างตัวตนให้แบรนด์และกลุ่มบริษัท พยายามให้ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ เป็นที่รู้จักในฐานะอาณาจักรอาหารจีนของคนไทยที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อถืออย่างกว้างขวางขึ้น

นอกจากนั้น ยังเลือกอุดหนุนเกษตรกรชาวไทย ยกเว้นสินค้าที่จำเป็นจะต้องนำเข้าจริงๆ รวมถึงยังเตรียมคอลแลปกับแบรนด์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อจับมือเปิดพื้นที่ให้เหล่า SMEs ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เพื่อให้ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ สามารถเดินหน้าสู่การเป็น No.1 Food and Beverage Chinese Group ในประเทศไทย หรือแปลง่ายๆ คือให้ “คนไทยนึกถึงรสชาติอาหารจีน แล้วนึกถึงล่าเมียวกรุ๊ป” พร้อมความตั้งใจทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนทีมชาติไทย” ที่มีภารกิจเปิดแบรนด์ของคนไทยก่อนที่จะมีทุนต่างชาติเห็นโอกาสแล้วเข้ามานั่นเอง

โดย ‘แอมป์’ บอกว่า ตอนนี้ ‘อาหารจีน’ ไล่หลังอาหารญี่ปุ่นกับเกาหลีมาแล้วด้วยรสชาติเผ็ดโดนใจคนไทย ปัจจุบันคนไทยหลายคนกินหมาล่าอย่างน้อย 1 มื้อต่อสัปดาห์ เรียกได้ว่ากลายเป็น ‘New Flavour’ หรือรสชาติใหม่ของคนไทยไปแล้ว ทำให้ตลาดหมาล่าในไทยมีมูลค่าแตะ 10,000 ล้านบาทและยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

คนไทยคนแรกเรื่อง ปิ้งย่างหมุนๆ สไตล์เซี่ยงไฮ้

และเพราะกลยุทธ์ข้อแรกอย่างการเป็น “คนไทยคนแรก” นั่นเอง จึงทำให้ ‘แอมป์’ ตัดสินใจเดินหน้าเปิดแบรนด์ใหม่อย่าง Keep in TOUCH นำเอา “ปิ้งย่างหมุนๆ แบบเซี่ยงไฮ้” ที่คนไทยเรียกกันเข้าไทยมาเป็นเจ้าแรก โดยได้ส่งทีมเชฟไปเรียนสูตรทำเนื้อแกะจากต้นฉบับ เพื่อนำเสนอเนื้อแกะเสียบไม้ที่ไม่มีกลิ่นสาปแม้แต่นิดเดียวให้ทุกคนได้ชิมกัน

จุดเริ่มต้นของปิ้งย่างหมุนๆ สไตล์เซี่ยงไฮ้มาจากวัฒนธรรมการกิน ‘เซาเข่า’ หรือ ‘หมาล่าเสียบไม้’ ที่มีตั้งแต่เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู และผักนานาชนิด โดยเป็นสตรีทฟู้ดที่คนจีนนิยมกินในทุกเทศกาลทุกการเฉลิมฉลอง โดยคนไทยเองก็เริ่มคุ้นเคยกับ ‘หมาล่าเสียบไม้’ ลักษณะนี้แล้ว

แต่ปิ้งย่างหมุนๆ นั้นเป็นการยกระดับ ‘เซาเข่า’ ไปอีกขั้น แก้เพนพอยท์เรื่องเซาเข่าไม่ร้อน โดยเอาประสบการณ์กินเซาเข่ามาพัฒนาให้สามารถย่างไปกินไป ด้วยเตาย่างหมุนอัตโนมัติ ร้อนเร็ว สุกไว ไร้ควัน ทำให้เนื้อสามารถรักษาความฉ่ำเอาไว้ได้อย่างเต็มที่

ร้านออริจินัลในเซี่ยงไฮ้ได้รับความนิยมอย่างมากจนต้องต่อคิวนานกว่า 3 ชั่วโมง และเริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้นแล้ว จึงเลือกนำปิ้งย่างหมุนๆ มาเสิร์ฟคนไทย โดยเพิ่มรสชาติเข้มข้นและเผ็ดร้อนฉบับคนไทย รวมถึงมีเมนูฉบับไทยๆ อย่างคอหมูย่างและปีกไก่นิวออลีนที่จะติดหวานเล็กน้อยตัดกับรสชาติเผ็ดร้อนด้วย และเมนูของหวานแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

นอกจากนั้น Keep in TOUCH ยังเปลี่ยนมาใช้เตาไฟฟ้า และยกระดับประสบการณ์การรับประทานและบริการให้พรีเมี่ยมขึ้น เน้นจับตลาดลูกค้ากลุ่มพรีเมี่ยสแมสที่ต้องการประสบการณ์กินที่แตกต่าง ราคาเริ่มต้นเนื้อสัตว์ไม้ละ 30 บาท ลูกค้ารับประทานเฉลี่ยต่อหัว 600-800 บาท

การเลือก Keep in TOUCH มาเปิดตรงกับความเชื่อของ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ ที่เชื่อว่า อาหารจีนที่จะเลือกมาเปิดในไทยจะต้องมี ‘เชื้อไฟ’ อยู่ก่อน คือคนไทยรู้จักพอสมควร แต่ต้องมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เลียนแบบได้ยาก เพราะถ้ามาก่อนกาลเกินไป คนไทยไม่รู้จักเลยก็จะยากต่อการทำตลาด

ปีนี้เตรียมนำเข้าแบรนด์ใหม่ โยเกิร์ตพันสาขาจากจีน

เป้าหมายต้องการขยายสาขา Keep in TOUCH เป็น 4 สาขาภายในปีนี้ และ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ ยังเตรียมขยายสาขาร้านปลาต้มผักกาดดองอย่าง ‘โมยุเมียว’ จาก 3 เพิ่มเป็น 10 สาขาด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญนั้นยังมีอีกแบรนด์ที่ล่าเมียวกรุ๊ปจ่อนำมาเปิดให้บริการในไทย นั่นคือ MORE Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตชื่อดังของจีนที่เป็นเบอร์ 1 ในจีนด้วยสาขามากกว่า 1,000 สาขา และกำลังมีแผนจะขยายสาขาไปยังไต้หวันและออสเตรเลียด้วย

โดยตอนนี้ได้เซ็นสัญญามาสเตอร์แฟรนไชส์กับ MORE Yogurt เรียบร้อยแล้ว เตรียมนำมาเปิดให้บริการในประเทศไทยเร็วๆ นี้ พร้อมแผนขยาย 10 สาขาภายในปีเดียว

ไม่ใช่แค่เซ็นสัญญาเอาแบรนด์จีนมาเปิดในไทย แต่เวลาเดียวกัน ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ ก็ยังถูกเชิญจากทางจีนให้ไปออกงานร่วมเสนอขายแฟรนไชส์แบรนด์ ‘ล่าเมียว’ และ ‘โมยุเมียว’ ในงานแฟรนไชส์เอ็กซ์โปของจีนด้วย เรียกว่าเป็นเรื่องใหม่กับการนำแบรนด์อาหารจีนของคนไทยไปเสนอขายแฟรนไชส์ให้กับแบรนด์จีน

รายได้โตเท่าตัว ลุยเข้าตลาดสิ้นปีนี้

‘แอมป์’ บอกว่า แผนของล่าเมียวกรุ๊ปในปีนี้จะเน้นการเติบโตของสาขาและยอดขายเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว หรือเพิ่มรายได้ไปแตะระดับ 400-500 ล้านบาท โดยคาดหวังรายได้แบรนด์ละ 100 ล้านบาทจากเดิมที่ล่าเมียวเป็นแบรนด์หลักของพอร์ตและทำรายได้กว่า 250 ล้านบาท

เป้าหมายของ ‘ล่าเมียวกรุ๊ป’ คือเข้าตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อยกระดับและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท

ก่อนจะเพิ่มแบรนด์ในพอร์ตให้เป็น 8 แบรนด์จากตอนนี้ 4 แบรนด์ (ได้แก่ La Meow, MoyuMeow, Keep in TOUCH และ MORE Yogurt) ด้วยส่วนผสมระหว่างแบรนด์ที่บริษัทสร้างเองและดึงแบรนด์จากจีนเข้ามาเปิดในประเทศไทย และหวังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI ด้วยรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาทให้ได้ภายในปี 2027

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา